ตำราการจัดการป่าไม้ของอเมริกาเล่มหนึ่ง
ได้ให้คำนิยามของการจัดการป่าไม้ไว้ว่า เป็นการประยุกต์วิธีการทางธุรกิจ
และเป็นเทคนิคเฉพาะด้านของหลักการทางด้านป่าไม้มาใช้ดำเนินการกับป่า
*** คือ มองป่าในเชิงบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ในทางผลิตผล
และบริการที่จะได้จากป่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดการป่าต้องมีอะไรมากกว่าที่เราทำอยู่ขณะนี้
นี่เป็นนิยามของวิธีการจัดการป่าที่อาจารย์สมศักดิ์ได้กล่าวอ้างถึง
จากที่ทางกองบรรณาธิการได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยและสัมภาษณ์อาจารย์ในเรื่องของกระบวนการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีส่วนร่วม
จากภาพที่เกิดขึ้นของการจัดการป่าชุมชน และทรัพยากรป่าไม้ในรูปแบบของกระบวนการการมีส่วนร่วมในประเทศไทย
อาจทำให้หลาย ๆ คนมองว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีส่วนร่วม
แต่สำหรับอาจารย์สมศักดิ์ สุขวงศ์ กลับมองว่า
การจัดการป่าชุมชนในประเทศไทยโดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วม
ยังมีลักษณะที่เป็น Passive ยังไม่ Active คือ ไม่มีการทำให้มันดีขึ้นไปกว่านี้
คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่ดีที่สุดแล้ว มันเป็นแค่การจัดให้ชาวบ้านมาร่วมกัน
ซึ่งถ้ามองในแง่ของนักวิชาการป่าไม้ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการนำความรู้ด้านวนศาสตร์เข้าไปจัดการ
แต่ในทางสังคมศาสตร์อาจถือได้ว่าประสบความสำเร็จ
ซึ่งหลังจากที่ได้ฟังอาจารย์พูด
เราก็ยังมีความสงสัยต่อไปว่า Passive และ Active ที่รวมกลุ่มคนมาช่วยรักษาป่า
หมายถึงอะไร จึงได้ให้อาจารย์ช่วยขยายความของคำศัพท์ทั้งสองคำนี้
โดยอาจารย์อธิบายไว้ว่า
การจัดการที่เป็นแบบ
Active (การจัดการเชิงรุก) คือ การที่ชุมชนรวมกลุ่มกันเพื่อจัดการป่าให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นกว่านี้
เพราะป่ายังมีศักยภาพที่จะให้ผลผลิตสูงกว่านี้ได้ โดยที่ยังคงรักษาบริการของระบบนิเวศน์ไว้ได้
พูดง่าย ๆ คือ จัดการป่าให้ป่าดีขึ้น และเป็นประโยชน์ได้มากกว่านี้
เช่น มีการจัดการที่ให้ต้นไม้หรือของป่าที่เป็นประโยชน์
มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และนำมาทำให้เกิดประโยชน์ ที่เรียกว่า
Active คือการหารูปแบบการจัดการที่ให้ผลดีขึ้นกว่าเดิมมาใช้
ส่วนการจัดการแบบ
Passive (การจัดการแบบหยุดนิ่ง) คือ การจัดการที่ไม่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น
ได้แต่ดูแลป่าไว้เฉย ๆ ปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นแน่นเบียดกันจนตาย
จนกลายเป็นเชื้อเพลิง หรือขวางทางน้ำไหล ดังเช่น ในป่าสาคูภาคใต้
ลูกไม้เกิดขึ้นน้อย ความหลากหลายทางชีวภาพก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น
พืชหรือสัตว์ที่เป็นประโยชน์ก็ไม้ได้เพิ่มขึ้น ที่เป็น
Passive ก็เพราะชุมชนไม่มีสิทธิ์ในการเข้าไปจัดการ หรือใช้ประโยชน์จากต้นไม้จริง
ๆ
ซึ่งในประเทศไทยนักวิชาการป่าไม้บางกลุ่มจะไม่ยอมให้ชาวบ้านตัดไม้มาใช้ประโยชน์
ยังไม่สามารถนำความรู้ทางด้านป่าไม้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการจัดการป่า
และมีแนวโน้มในการจัดการไปทาง Passive คือเป็นแบบหยุดนิ่งมากกว่า
และมันก็จะแตกต่างไปจากนิยามของการจัดการป่าตามนิยามข้างต้น
คือ จะต้องมีการตัดไม้ใหญ่มาใช้ประโยชน์บ้าง มากกว่าเพียงแค่การใช้ประโยชน์จากกิ่งไม้
หรือไม้ที่ล้มตายอยู่ในป่า
เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นทางกองบรรณาธิการได้ให้อาจารย์ช่วยเปรียบเทียบถึง
กระบวนการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นในต่างประเทศกับประเทศไทย
อาจารย์เล่าให้ฟังไว้อย่างน่าสนใจว่า
ในต่างประเทศมีกฎหมายป่าชุมชนให้ตัดไม้ได้
แต่ชาวบ้านไม่อยากตัด เพราะถูกสร้างให้อนุรักษ์อย่างเดียว
ไม่มีการจัดการ ถูกครอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนในประเทศไทยกระบวนการทำงานที่ผ่านมาเรายังไม่มีการกระตุ้นให้ชาวบ้านจัดการป่ากันจริงจัง
แต่กระตุ้นให้ชาวบ้านรวมตัวกันรักษาป่า ซึ่งชาวบ้านเองก็มีความต้องการและอยากตัดไม้
หรือตัดสางขยายระยะมาใช้บ้าง แต่กลับไม่มีกฎหมายรองรับ
ก้าวย่างของการพัฒนาอย่างแท้จริงจึงยังไปไม่ถึงไหน สิ่งที่ชาวบ้านได้จากป่าส่วนใหญ่จะเป็นของป่า
คือผลผลิตจากป่าที่ไม่ใช่เนื้อไม้ แต่ป่ายังสามารถทำประโยชน์ได้อีกเยอะ
นักวิชาการป่าไม้ในประเทศไทยจะกระตุ้นให้อนุรักษ์เท่านั้น
แต่ในบางประเทศเขามีการกระตุ้นให้ตัดต้นไม้มาใช้ เอาหลักการทางวนวัฒน์วิธีมาจัดการ
แต่ชุมชนก็ยังไม่ตัด จึงอาจกล่าวได้ว่าทุกวันนี้การจัดการป่า
ยังเป็นแบบ Non-Forestry Management หรือ Non-Forestry
intervention คือ ไม่ได้ใช้ความรู้ทางป่าไม้ อยากถามว่าความรู้ทางป่าไม้หรือวนศาสตร์หายไปไหนในงานป่าชุมชน
ส่วนใหญ่ไปทำทางด้านสังคมกันหมด
และก่อนที่จบการสัมภาษณ์อาจารย์สมศักดิ์ได้ยกตัวอย่างให้เห็นถึงวิธีการจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
และเป็นการสนับสนุน ข้อสรุปของนิยามข้างต้นว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายควรที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านได้มีกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องของการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีส่วนร่วมด้วยวิธีการจัดการที่ถูกต้องและมีการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
เป็นการจัดการที่ได้ผลจริง
ยกตัวอย่างการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอกจากประเทศเนปาล
ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ทำการทดลองร่วมกับชุมชน ด้วยการวางแปลงทดลองวนวัฒนวิทยา
พร้อมควบคุมการตัดขยายระยะในระดับที่แตกต่างกัน และเปรียบเทียบความอุดมสมบูรณ์ของป่าจากการตัดฟันที่แตกต่างกัน
ซึ่งพบว่าป่าที่มีการใช้ประโยชน์ โดยการตัดสางในระดับปานกลาง
มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าป่าที่ไม่มีการตัดฟันและตัดฟันมากเกินไป
แสดงให้เห็นว่าการจัดการป่าจะต้องมีการตัดฟันไม้เพื่อใช้ประโยชน์ด้วย
และชุมชนก็ได้นำผลการทดลองนี้ไปใช้ในการจัดการป่า อย่างนี้จึงเรียกว่า
เป็นการจัดการที่เป็นแบบ Adaptive management คือ รวมกลุ่มกันทดลอง
หารูปแบบในสิ่งที่ดีกว่า แล้วนำผลมาปรับวิธีการจัดการเสียใหม่
และสุดท้ายอาจารย์ก็ได้สรุปทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
แต่ทั้งหมดนี้ก็โทษชาวบ้านไม่ได้
เพราะผู้กำหนดนโยบายยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย และชาวบ้านก็ยังไม่ได้แสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมกันเองอย่างเต็มที่
จะเห็นได้ว่าพัฒนาการของกระบวนการเรียนรู้การจัดการทรัพยาการป่าไม้อย่างมีส่วนร่วมในสังคมไทย
ในมุมมองของอาจารย์สมศักดิ์นั้นยังมองว่ายังมีพัฒนาการที่ช้ากว่าที่ควรจะเป็น
เพราะกระบวนการในการทำงานยังขาดการทำงานแบบเชิงรุก ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้มีลักษณะเป็นเชิงรุกมากขึ้น
พร้อมกับยอมรับและแนะนำวิธีการจัดการป่าตามแบบที่ควรจะเป็นไปพร้อม
ๆ กัน เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในสังคมไทย
***
The Society of American Foresters.1985.Forest management:
regulation and valuation defines forest management as
The application of business methods and technical forestry
principles to the operation of a forest property
|