ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิและเข้าถึงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมทางด้านนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
 | หน้าแรก| |
 
 เกี่ยวกับเรา
    รู้จักโครงการ
    การดำเนินการ
    ติดต่อเรา

 ข่าวสาร
   ข่าวและกิจกรม
   ประชาสัมพันธ์
   บทสัมภาษณ์ สกู้ปพิเศษ
 เอกสารเผยแพร่
   บทความ
   งานวิจัย
   หนังสือ/เอกสาร
   ประชุม/สัมมนา
   กรณีศึกษาป่าชุมชน
   เครื่องมือการทำงาน
 จิปาถะ
   เสียงจากป่า
   เล่าด้วยภาพ
   แนวความคิด "ป่าชุมชน"
   เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 สมาชิก
   ลงทะเบียนสมัครสมาชิก
   รายชื่อสมาชิก
 จดหมายข่าว

จดหมายข่าว "ป่า กับ ชุมชน"
ฉบับที่ 29

  จำนวนผู้เข้าชม
คุณเข้ามาเป็นคนที่
 
 
เสียงจากป่า
อ๊องคะดุ วัฒนธรรมอันดีงามที่กำลังเลือนหาย
โดย แก้วตา ธัมอิน || 04/07/207


กรณีชุมชนห้วยหินดำ ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

ชาวกะเหรี่ยงโปว์ หรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่า “เผล่อ” เป็นอีกชนเผ่าหนึ่งกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยธรรมชาติ โดยจะเห็นได้จากวิถีชีวิตเกษตรแบบไร่หมุนเวียน * ซึ่งเป็นเกษตรกรรมที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีการยึดถือปฏิบัติตามความเชื่อที่ว่าดิน น้ำ ป่าไม้ ล้วนแต่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูแลรักษา ถ้ามนุษย์จะเข้าไปใช้ประโยชน์จะต้องมีการขออนุญาตก่อน ดังนั้นการที่จะทำไร่ ตัดต้นไม้ หรือถางป่า พวกเขาจะมีพิธีกรรมอันอ่อนน้อม เพื่อเป็นแสดงถึงการเคารพและบูชาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนหรือเป็นกลอุบายอย่างหนึ่งในการดูเลรักษาร่วมกัน อันเป็นผลให้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนยังดำรงอยู่ได้มาจนถึงปัจจุบัน

แต่ด้วยกระแสโลกาภิวัฒน์ที่เชี่ยวกรากนำพาเอาความเจริญรุ่งเรืองของเทคโนโลยีเข้ามามากมาย ประเพณี วัฒนธรรมความศรัทธาเชื่อมั่นดังกล่าวจึงเริ่มเสื่อมลงไปตามกาลเวลา รวมทั้งนโบายของรัฐที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชน ที่ยังคงพึ่งพาอาศัยทรัพยากรเหล่านั้นในการดำรงชีวิต ตลอดทั้งการพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรรมแบบเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนผลผลิตสู่ระบบอุตสาหกรรม จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้วิถีเกษตรที่สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างไร่หมุนเวียนค่อยๆ เลือนหายไปจากชุมชนกะเหรียง

อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไร่หมุนเวียนเกือบจะต้องยุติบทบาทในการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องผู้คนกะเหรี่ยงก็คือนโยบายการจัดการทรัพยากรของชาติที่ออกจะผิดทิศผิดทาง จนทำให้พื้นที่ป่าลดลงในเวลาอันรวดเร็ว และพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ก็มีหน่วยงานรัฐเข้ามากำกับดูแลส่งผลให้ชาวบ้านที่ยังทำไร่หมุนเวียนอยู่ประสบปัญาหา เนื่องจากถูกมองว่าเป็นวิถีเกษตรที่ทำลายป่า

ปัจจุบันยังมีชาวกะเหรี่ยงอีกมากมายที่ยึดถือการปลูกข้าวไร่หมุนเวียนเพื่อเลี้ยงครอบครัว

แต่สิ่งที่ค่อยๆ เลือนหายไปก็คือความเชื่อหรือศรัทธาที่แสดงออกมาในรูบแบบพิธีกรรมต่างๆ “อ๊องคะดุ” เป็นวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงที่จะต้องทำการเสี่ยงทายเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะที่จะทำไร่โดยเรียกเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า “อ๊องคะดุ” คือเมื่อพบพื้นที่ที่มีลักษณะทางกายภาพเหมาะแก่การทำไร่อันได้แก่พื้นที่ตรงนั้นไม่ลาดชันจนเกินไปดินร่วนไม่มีหินมาก และอยู่ใกล้ลำห้วย จากนั้นจะเป็นการเสี่ยงทายว่าพื้นที่ตรงนี้ทำไร่ แล้วจะได้ผลผลิตดีหรือไม่เจ้าป่า ผีหลวงที่รักษาพื้นที่ตรงนั้นอยู่จะอนุญาตไหม โดยการนำเมล็ดข้าวเปลือก 7 เมล็ด กองรวมกันไว้ที่พื้นดินแล้วนำกะลามะพร้าวครอบไว้แล้วอธิฐานว่าถ้าหากที่ตรงนี้ทำไร่แล้วจะได้ผลผลิตดีขอให้ข้าวเปลือกที่กองไว้อยู่ในสถาพเดิมไม่เคลื่อนย้าย เสร็จแล้วจักไม้ไผ่เสียบไขว้กันเป็นรูปกากบาทปักเอาไว้เป็นสัญลักษณะว่าที่นี่มีคนเสี่ยงทายแล้ว หลังจากนั้นกลับบ้านไปนอน 1 คืน

ถ้าคืนนั้นฝันดีก็แสดงว่าจะได้พื้นที่ทำไร่และเมื่อไปดูเมล็ดข้าวก็จะอยู่ในสภาพเดิม แต่ถ้าฝันร้ายเมล็ดข้าวก็จะมีการเคลื่อนที่จริงเมื่อไปดู จะต้องเลือกพื้นที่และทำการเสี่ยงทายใหม่ หากมีการผืนทำไร่ในที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตแล้วก็จะเกิดเหตุร้ายต่างๆนานากับคนในครอบครัวนั้น และการทำไร่จะมีอุปสรรค์มากมายทำไปแล้วผลผลิตก็จะไม่ได้

การปฏิบัติพิธี “อ๊องคะดุ” จะทำก็ต่อเมื่อมีการถางพื้นที่ใหม่ เช่นในกรณีมีการเคลื่อนย้ายชุมชนจากแห่งหนึ่งไปยังแห่งหนึ่งในสมัยก่อน ในปัจจุบันพื้นที่ป่าลดลง เส้นทางเดินในป่าที่คนกะเหรี่ยงเคยคิดว่ายาวไกลไม่มีที่สิ้นสุดและผืนป่าอ้นกว้างใหญ่ไพศาลถูกขีดเส้นแบ่งปันกันดูแลโดยรัฐ การกอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรอย่างไม่มีขีดจำกัดทำให้ทรัพยากรป่าไม้ลดลง และผืนป่าอันเป็นเสมือนชีวิตของคนกะเหรียงก็แคบลงเช่นกัน

ไม่เพียงแต่พิธี “อ๊องคะดุ” เท่านั้นที่กำลังเลือนหายไป ประเพณีความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นหลายๆ อย่างที่เป็นกฏแห่งธรรมชาติในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่แผงอยู่ในวิถีปฏิบัติของพวกเขาก็กำลังถูกลืมโดยกระแสสังคมเมือง ซึ่งมุ่งพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความมั่นคงในชีวิตที่มีเงินในกระเป๋าเป็นตัวชี้นำที่สำคัญ ผู้คนจึงมีการแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองและหลงลืมรากเหง้าวิถีชีวิตของตัวเอง และนั่นไม่ได้หมายความถึงเฉพาะสังคมเมืองเท่านั้น แต่ยังมีชุมชนเล็กๆ ที่เป็นความหลากหลายทางด้านกลุ่มชาติพันธุ์ของสังคมไทย กลุ่มนี้กำลังมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนด้วยเช่นกัน


แก้วตา ธัมอิน
อาสาสมัครโครงการสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย

*ไร่หมุนเวียน คือรูปแบบหนึ่งในการทำการเกษตรแบบพึ่งพิงระบบธรรมชาติ โดยเคลื่อนย้ายพื้นที่ไปประมาณ 7-8 แปลง ในเวลา 1 ปี ต่อ 1 แปลง โดยทิ้งให้พื้นที่ที่ใช้แล้วมีการปรับตัวให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และเวียนมาทำไร่ซ้ำที่เดิมอีกครั้งเมื่อครบกำหนดเวลา ใช้พื้นที่น้อยแต่ได้ผลผลิตสูงและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศป่าไปในตัว ส่วนรัฐและคนทั่วไปเข้าใจว่าไร่หมุนเวียนคือ “ไร่เลื่อนลอย” นั่นเอง

 
<<กลับ
 
      
All rights And reserved by ThCCSP under RECOFTC : Web Design by Thailand Collaborative Country Support Program