ป่าชุมชนบ้านหลวงหวงป่า อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน
นางสาวภัชราภรณ์ สาคำ
เรามีที่ดินทำนา
ทำไร่ เราต้องรักษาป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธารไว้ก่อน ถ้าป่าไม้อุดมสมบูรณ์มีน้ำไหลตลอดปี
ก็มีอาหารและน้ำดื่ม น้ำใช้ตลอดปี มีป่าไม้ก็มีฝลตกตามฤดูกาล
ปลูกพืชทำนาได้ การปล่อยให้นายทุนตัดไม้ ทำให้คนต้องอพยพไปขายแรงงานที่อื่น
เพราะความอดอยาก เพราะป่าคือคลังอาหารของชาวบ้าน
นายปั๋น อินหลี
ชุมชนมีการจัดการป่าอย่างไร
บ้านหลวง อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดน่าน
เป็นบริเวณหุบเขา ที่อยู่ห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ
45 กิโลเมตร เป็นชุมชนที่มีการจัดการป่ามาตั้งแต่ พ.ศ.
2518ปัจจุบันพื้นที่ป่าชุมชนมีจำนวนเนื้อที 12,500 ไร่
ครอบคลุมพื้นที่ป่า 4 ตำบลของอำเภอบ้านหลวงเป็นหลายหมื่นไร่
แต่อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์ด้านการจัดการป่าชุมชนจะดำรงได้ถึงทุกวันนี้
ชาวบ้านหลวงหวงป่าได้รวมตัวกันเพื่อให้เกิดการจัดการป่ามามายาวนานกว่า
30 ปี โดยมีวิวัฒนาการการจัดการป่าดังนี้
ประมาณปลายปี 2516 ชาวบ้านหลวง อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน
ได้รวมตัวกันเพื่อคัดค้านนายทุนที่เข้ามาตัดไม้ทำลายบริเวณพื้นที่ป่าห้วยสีพัน
นายทุนค้าไม้จากจังหวัดน่านได้จ้างคนไปตัดโค่นเอาไม้ที่ป่าห้วยสีพัน
(เขตพื้นที่ตำบลสวด อำเภอบ้านหลวงปัจจุบัน) บริเวณข้างถนนตัดใหม่กม.
36 ถนนหมายเลข 1091 น่าน -พะเยา ทับถมบริเวณลำห้วยสีพันที่ชาวบ้านอาศัยหากินในป่าแห่งนั้น
ซึ่งมีการใช้รถยนต์บรรทุกออกไปส่งทางเมืองน่าน ขณะนั้นผู้นำชุมชนคือ
นายปั๋น อินหลี ตระหนักถึงผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าจากหนังสือพิมพ์
ที่ทำให้แผ่นดินแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ส่งผลให้ชาวบ้านอดยาก
จึงร่วมปรึกษาหารือรวมพลังกันต่อสู้ไม่ให้นายทุนตัดไม้ทำลายป่าบริเวณดังกล่าว
การต่อต้านครั้งถือว่าเป็นการต่อต้านครั้งแรกของทางภาคเหนือ
ต้องเสี่ยงกับอันตรายต่อชีวิตจากกระสุนปืน แต่ไม่หวาดหวั่นเพราะได้กำลังใจจากบรรพบุรุษหรือคนในชุมชนที่เคยสอนไว้ว่า
เรามีที่ดินทำนา ทำไร่ เราต้องรักษาป่าไว้ ป่าไม้คือ คลังอาหารของชาวบ้าน
เดือนพฤศจิกายน 2516 ได้ทำหนังสือรายงานแจ้งไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน
รับทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ และมีคำสั่งให้นายทุนยับยั้งการตัดไม้บริเวณดังกล่าว
แต่ไม่ได้ผล
วันที่ 15 พฤษภาคม 2518 ทางราชการยกฐานะตำบลสวดขึ้นเป็นกิ่งอำเภอบ้านหลวง
ได้มีการเข้าร้องเรียนต่อรองผู้ว่าจังหวัดน่าน ที่มาเป็นประธานเปิดกิ่งอำเภอ
ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ควร
วันที่ 13 มิถุนายน 2518 ชาวบ้านจึงรวมตัวกันพบผู้ว่าจังหวัดน่าน
ที่หอประชุมศาลากลางจังหวัดน่าน ยื่นหนังสือคำชี้ขาดต่อผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้นายทุนเอาช้างที่ไปชักลากไม้พร้อมรถยนต์ออกจากป่าห้วยสีพันภายใน
3 วัน หากไม่ยอมชาวบ้านจะจัดการเอง ห้ามราชการเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ซึ่งทางผู้ว่าราชการรับปากจะจัดการให้รู้ผลภายใน 7 วัน
จนกระทั้งวันที่ 16 มิถุนายน 2518 มีส.ส จังหวัดน่าน คนหนึ่งเข้าไปที่บ้านกำนันบอกว่าจะพาเข้ากรุงเทพฯ
พบรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้รัฐมนตรีจัดเอาตำรวจป่าไม้มาจับกุมนายทุนให้รู้ผลภายใน
7 วัน แต่โดนหลอกให้ไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน
พบตัวแทนจากของนายทุน ขอให้ยุติการขัดขวางการตัดไม้โดยการให้สินบนตั้งแต่
3,000-100,000 บาท พร้อมรถปิคอัพ 1 คัน แต่ทางชาวบ้านไม่ยอมรับยืนยันว่าจะยังคงรักษาป่าไว้
จากนั้นชาวบ้านโดนข่มขู่ ระหว่างอยู่ที่บ้านถูกอำนาจมืดข่มขู่อยู่ตลอดจนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ชาวบ้านจึงพากันเข้าไปพบปลัดหัวหน้ากิ่งอำเภอแจ้งให้ได้รับทราบและห้ามให้ราชการเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องป่าไม้
ชาวบ้านจะจัดการเองทั้งทางตรงและทางอ้อม
วันที่ 21 ธันวาคม 2518 ชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าทางนายทุนเอารถยนต์เข้ามาบรรทุกไม้ป่าที่ห้วยสีพัน
จึงได้รวมตัวกัน 32 คนไปที่ป่าดังกล่าวเข้ายึดรถบรรทุกไม้
5 คัน พร้อมกับคนงาน 12 คน ห้ามเคลื่อนย้ายรถ ห้ามนำไม้ลงจากรถจนกว่าจะแก้ปัญหาแล้วเสร็จโดยการโค่นต้นไม้ปิดทางไว้
และพากันเฝ้าปิดฝาล้อมไว้ จากนั้นชาวบ้านทะยอยเข้าไปรวมถึง
500 คน
วันที่ 22 ธันวาคม 2518 นายปั๋น อินหลีและชาวบ้าน 3 คนเดินทางไปเชียงใหม่และวันที่
23 ธันวาคม 2518 ได้เข้าพบนายจาตุรนต์ ฉายแสง ขณะนั้นเป็นประธานนายกสโมสรนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ได้เล่าสภาพปัญหาต่างๆ ตลอดทั้งผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมากว่า
2 ปีแล้ว เมื่อได้รับทราบข้อเท็จจริงพร้อมกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ที่สัมภาษณ์
จึงส่งนักศึกษาเข้าไปช่วยแก้ปัญหา 5 คน ไปดูสถานที่ดังกล่าวเพื่อถ่ายรูปและสภาพป่าที่เสียหายไว้เป็นหลักฐาน
วันรุ่งขึ้นนายทุนเจ้าของไม้ไปพบชาวบ้านและนักศึกษาขอเอารถออกไปและยอมสละไม้จำนวน
3,600 ท่อน ตลอดทั้งสัญญาว่าจะไม่เข้ามาแตะต้องป่าไม้แห่งนี้ต่อไป
จากนั้นชาวบ้านทำลายเส้นทางและปล่อยให้ไม้ผุพังตามธรรมชาติ
ต่อมาทางสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์
เข้าไปทำข่าวและสร้างความเข้าใจสู่สาธารณะชนมากยิ่งขึ้น
หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2518 ชาวบ้านได้ต่อสู้เรื่องป่าไม้อย่างต่อเนื่อง
จนกระทั้งนายทุนได้ออกจากพื้นที่ไป อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังได้ร่วมมือกันดูแลรักษาป่ามาตลอด
เมื่อเดือนมกราคม ปี 2521 นายปั๋น อินหลี ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่
4 ตำบลสวดและได้รับเลือกเป็นกำนันตำบลสวดในปีเดียวกัน
รวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง 12 ปี 10 เดือน และได้ร่วมกันขยายพื้นที่ป่าออกออกไป
4 ตำบลของอำเภอบ้านหลวง ซึ่งพื้นที่หลายหมื่นไร่ แต่ชุมชนยังขาดแคลนปัจจัยเพื่อการสนับสนุนการดูแลรักษาป่าอยู่จำนวนมาก
ปัจจุบันชาวบ้านบ้านหลวงหวงป่าคิดอะไรอยู่
องค์กรชาวบ้านบ้านหลวงหวงป่า ปัจจุบันยังคงมีความตั้งใจที่จะดูแลรักษาป่า
พื้นที่ป่าชุมชนจึงมีความอุดมสมบูรณ์เป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้าน
เป็นที่พึ่งพิงที่สำคัญของชุมชน อย่างไม่มีวันหมด ตลอดทั้งชาวบ้านยังคิดค้นหาวิธีการในการพัฒนารูปแบบวิธีการจัดการป่าเพื่อให้เกิดการจัดการป่าอย่างยั่งยืนต่อไป
ประวัติบุคคล :
นายปั๋น อินหลี ประธานป่าชุมชนกลุ่มบ้านหลวงหวงป่า ปัจจุบันอายุ
66 ปี อาชีพเกษตรกรรม
วันที่ 2 สิงหาคม 2533 ได้รับโล่และประกาศเกียรติคุณ คนดีศรีสังคม
จากศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรีที่โรงแรมแลนด์มาร์ค
กรุงเทพฯ สนับสนุนโดยมูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มูลนิธิหมู่บ้าน
น้ำมันมรกต
วันที่ 23 พฤษภาคม 2536 ได้รับเกียรติคุณจากนายจิรโรจน์
โชติพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน สนับสนุนโดยพระครูพิทักษ์
นันทคุณ ประธานกลุ่มฮักเมืองน่าน พระเทพนันทาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดน่าน
วันสืบชะตาน้ำน่าน
วันที่ 7 สิงหาคม 2542 ได้รับประกาศนียบัตรจากพลเอกสุรยุทธ
จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการคืนชีวิตกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์
อันเนื่องมาจากพระราชดำริขององค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน
วันที่ 20 ธันวาคม 2544 ได้รับโล่ขององค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถและประกาศเกียรติคุณจากนายอนันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นรางวัลดีเด่นประเภทบุคคล ของโครงการลูกโลกสีเขียว
ที่ห้องประชุม ปตท.ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ
สถานที่ติดต่อ: ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ที่ทำการกลุ่มบ้านหลวงหวงป่า บ้านป๋าเป๋ย หมู่ที่ 4 อาคารโรงพยาบาลเก่า
ต.สวด อ.บ้านหลวง จ.น่าน 55190
|