สถาบันและการจัดระเบียบทางสถาบัน
สิทธิ หรือระบอบกรรมสิทธิ์นั้น แท้ที่จริงก็คือ สถาบันทางสังคม
(Institution) ซึ่งอาจมีความหมายได้ 2 ประการ ประการแรก
หมายถึงกฎกติกา อีกประการต่อมา หมายถึงองค์กร หรือกลุ่มคนที่มีการจัดระเบียบ
ตามความหมายที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป
อาจจะจำกัดอยู่แต่ความหมายที่สองเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในเชิงวิชาการสังคมศาสตร์นั้นให้ความสำคัญกับความหมายแรกมากกว่า
บทบาทของสถาบันในการจัดการทรัพยากร
ได้รับการกล่าวถึงมานาน โดยเฉพาะใน เศรษฐศาสตร์สถาบัน
ซึ่งเน้นบทบาท กฎกติกาในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หรือการสร้างแรงจูงใจในการจัดสรรทรัพยากร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องระบบกรรมสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้มีแต่กรรมสิทธิ์ของเอกชนเพียงอย่างเดียว
แต่มีความหลายหลายขึ้นอยู่กับจินตนาการและนวัตกรรมในการจัดระเบียบทางสถาบันของแต่ละสังคม
ที่อาจแบ่งระบอบกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรให้มีความละเอียดและสลับซับซ้อน
ตามบริบทของท้องถิ่นและความสัมพันธ์กับรัฐ การจัดระเบียบทางสถาบันจึงไม่จำกัดว่าต้องเป็นระบอบกรรมสิทธิ์แบบใดแบบหนึ่ง
แต่อาจจะเป็นไปในรูปแบบการปรับแต่งให้มีความเหมาะสม
กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิชุมชน
หรือ พ.ร.บ.ป่าชุมชนจึงอาจจะออกมาในรูปของรายการของการจัดระเบียบเชิงสถาบันในรูปแบบสิทธิที่หลากหลายตามความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น
ทำไม พ.ร.บ.ป่าชุมชน ยังไม่ถึงไหน
?
เหตุที่กระบวนการผลักดัน
พ.ร.บ.ป่าชุมชนในประเทศไทย ที่ไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความสับสนทางทฤษฎีที่นำมาจากตะวันตก
เช่น ทฤษฎี โศกนาฏกรรมของส่วนรวม โดย Garret Hardin
(1968) ซึ่งพูดถึง ทรัพยากรส่วนรวม ในความหมายว่าเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของ
และเสนอทางออกว่าควรให้รัฐเข้ามาบริหารจัดการ หรือไม่ก็ต้องใช้ระบบการตลาดเข้ามาจัดสรรทรัพยากร
การจำกัดทางเลือกในการจัดการทรัพยากรแค่สองทางเช่นนี้
ทำให้เกิดความเสียหายทางนโยบายอย่างมาก เพราะปฏิเสธแนวทางที่ผู้ใช้ทรัพยากรจะสร้างระบบตรวจสอบ
กำหนดข้อบังคับ และบทลงโทษในการใช้ทรัพยากรระหว่างสมาชิกกลุ่มในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมหนึ่ง
ๆ
อย่างไรก็ตาม
ในช่วงที่ผ่านมางานวิจัยจำนวนมากได้พยายามรื้อทิ้งอิทธิพลของแนวความคิดดังกล่าว
โดยการเสนอแนวคิด และข้อเท็จจริงว่ามีการจัดการทรัพยากรในระบบกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพยากรที่นอกเหนือไปจากกรรมสิทธิ์ของรัฐและกรรมสิทธิ์ของเอกชน
จึงนับว่ากระบวนทัศน์ในเรื่องของระบอบกรรมสิทธิ์ในสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก
แต่การที่
พ.ร.บ.ป่าชุมชน ยังไม่ไปถึงไหน หรือไม่มีตำแหน่งแห่งที่ในระบอบกรรมสิทธิ์ในกฎหมายไทยนั้น
ปัญหาจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องของการขาดกระบวนทัศน์ หรือขาดหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์
แต่อาจมีอุปสรรค์อยู่ที่การขาดจินตนาการเกี่ยวกับสถาบันในหมู่ชนชั้นนำและผู้กำหนดนโยบาย
ทั้ง ๆ ที่สิทธิชุมชนได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
และกฎระเบียบของท้องถิ่นนั้นมีมานานนับร้อยปีแล้ว อย่างเช่น
กฎระเบียบของป่าชุมชนดั้งเดิม รวมทั้งกฎระเบียบเหมืองฝายที่มีพัฒนาการมากกว่า
700 ปี
จะเห็นได้ชัดว่าส่วนที่ขาดหายไปของการจัดระเบียบเชิงสถาบันของสิทธิชุมชนในระบบกรรมสิทธิ์ของสังคมไทยก็คือ
พระราชบัญญัติที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสิทธิชุมชนตามกฎหมาย
หรือ พ.ร.บ.ป่าชุมชนนั่นเอง
ดังนั้น
ถ้ายึดถือหลักการว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิของประเทศแล้ว
พ.ร.บ.ป่าชุมชนต้องมีขึ้นให้ได้ในสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงในจุดนี้นับว่ามีความความสำคัญต่อระบอบของอำนาจอย่างมาก
เพราะหน่วยงานของรัฐที่ตั้งมั่นอยู่ในสิทธิ อำนาจ และผลประโยชน์มานานนับร้อยปี
ย่อมไม่ต้องการที่จะสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปง่าย ๆ
ความมุ่งมั่นที่จะสร้างระบอบสิทธิชุมชนในสังคมไทย
จึงจำเป็นต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองที่แน่วแน่ หรือไม่ก็ต้องอาศัยการผลักดันขึ้นไปจากระดับรากหญ้าของขบวนการประชาชน
ที่มา
: www.Pachumchon.com
ตัดตอนและเรียบเรียงจาก
: ชูศักดิ์ วิทยาภัค.(2542). วิบากกรรม พ.ร.บ.ป่าชุมชน
ปัญหาการขาดกระบวนทัศน์หรือว่าขาดจินตนาการทางสถาบันกันแน่
? , ในบุญตา สืบประดิษฐ์ และอัจฉรา รักยุติธรรม.สามทศวรรษป่าชุมชนท่ามกลางความสับสนของสังคมไทย.
เชียงใหม่ : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ.
รายละเอียดบทความ
แนะนำ : เป็นงานเขียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ที่หยิบยกมาชวนอ่านซึ่งผู้เขียนได้อ้างอิงถึงสิทธิชุมชน
ในการจัดการทรัพยากรที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
และกฎระเบียบของท้องถิ่นที่มีมาช้านาน ทำไมความก้าวหน้าจากการเรียกร้องพ.ร.บ.
ป่าชุมชนเพื่อรองรับสิทธิชุมชนในการจัดการดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
ปัญหาและอุปสรรคอยู่ที่ชุมชนไม่มีความสามารถในการจัดการ
หรืออาจอยู่ที่การขาดจินตนาการเกี่ยวกับสถาบันในหมู่ชนชั้นผู้นำและผู้กำหนดนโยบายเป็นเรื่องที่ชวนน่าติดตาม
พ.ร.บ.ป่าชุมชนไม่คืบ เพราะขาดจินตนาการเชิงสถาบัน
|