กระบวนการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีส่วนร่วม:
คิดและทำอย่างเป็นรูปธรรม
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมาถือว่าเป็นการจัดการที่ประสบกับปัญหา
นอกจากไม่สามารถรักษาทรัพยากรป่าไม้ไว้ได้ตามเป้าหมายแล้ว
ยังเกิดการสูญเสียความสมดุลทางนิเวศ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ
เกิดความขัดแย้งที่ซับซ้อนระหว่างรัฐ นายทุน ชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์
และผู้คนที่มีความแตกต่างทางเศรษฐกิจและอำนาจภายในชุมชน
ปรากฏการณ์นี้เป็นจริงมีบทสรุปจากผลของการวิจัยในหลายมิติ
หลายพื้นที่
สังคมไทยได้เรียนรู้กันพอสมควรถึงสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติและกับมนุษย์ดังกล่าว
แต่ทำไมเรายังไม่มีแนวทางและปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพพอที่จะทำให้เกิดความสมดุล
ทั้งกับทรัพยากรและกับมนุษย์ คำตอบต่อคำถามดังกล่าวมีมากมาย
และกระจัดกระจาย (คือต่างคนต่างค้นหาคำตอบ ต่างคนต่างทำตามที่ตนคิดว่าถูกหรือตามภาระหน้าที่)
คำตอบดังกล่าวสามารถประมวลและสรุปได้โดยสังเขป เช่น
1. คำอธิบายที่เน้นหนักด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านนิเวศวิทยา พยายามหาหลักฐานและข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ว่า
ในแต่ละประเภทของฐานทรัพยากร (ที่สูง ชายฝั่ง ที่ซับน้ำ
ฯลฯ) ของลุ่มน้ำ และของป่า มีองค์ประกอบของระบบนิเวศทางกายภาพและชีวภาพชุดหนึ่ง
เมื่อผ่านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ของมนุษย์
จะทำให้เกิดผลต่อการเสียดุลและต่อความสามารถในการฟื้นตัว
ของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ต่อการสะสมและไหลเวียนของคาร์บอน
ของความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดิน ต่อกษัยการ (การชะล้าง
พังทะลายของดิน) ของดิน และต่อการเก็บกักและปลดปล่อยน้ำของลุ่มน้ำ
ปัญหาที่เกิดในความพยายามแสวงหาคำตอบในด้านเหล่านี้ก็คือ
ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เฉพาะสาขา
ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ความสลับซับซ้อนของระบบนิเวศที่เป็นองค์รวมได้
และยิ่งไปกว่านั้นเป็นการวิจัยที่ละเลยคำอธิบายที่แตกต่างโดยนักวิชาการแขนงอื่นหรือแม้แต่คำอธิบายในเชิงประสบการณ์
หรือภูมิปัญญาจากท้องถิ่น ปฏิบัติการของแนวทางนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องของการใช้กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์
คุ้มครองเละฟื้นฟูฐานทรัพยากรที่อ่อนไหวอย่างเข้มข้น เช่น
การจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ การกำหนดพื้นที่คุ้มครอง การฟื้นฟูระบบนิเวศที่สูญเสียไปด้วยการปลูกป่าและมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ
ที่สำคัญมีมาตรการควบคุมการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ่อนไหวอย่างเคร่งครัด
2. คำอธิบายที่เน้นหนักด้านสังคมศาสตร์
ที่มีความหลากหลายในความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเช่นเดียวกันตั้งแต่การประเมินค่าทางเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การวิเคราะห์ระบบการผลิตต่าง ๆ ที่ถือว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยการผลิตที่จำกัดจำเป็นต้องมีการใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
จนถึงการให้ความสำคัญกับมนุษย์ผู้ที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องโดยตรงกับทรัพยากรธรรมชาติ
ได้พยายามอธิบายว่าภายใต้ระบบการผลิตและวัฒนธรรมแบบยังชีพ
การใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ กับการผลิตและการดำรงชีพจะเป็นแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
โดยมีกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเป็นเครื่องมือทำให้ระบบนิเวศมีความยั่งยืน
เมื่ออำนาจของรัฐเข้าไปควบคุมการใช้ประโยชน์ในฐานทรัพยากรที่มีความอ่อนไหวทางนิเวศอย่างเข้มข้น
เข้าไปสนับสนุนการผลิตแบบทุนนิยมที่ถือว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นพลังงานให้กับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
และเกษตรก้าวหน้า และเป็นปัจจัยในการผลิตเชิงพาณิชย์ของเกษตรกรโดยทั่วไป
ประกอบกับมีการขยายตัวของระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมอย่างกว้างขวาง
ทำให้ผู้คนและชุมชนที่อยู่และอาศัยทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางนิเวศต้องประสบกับปัญหาในการปรับตัวภายใต้การผลิตเชิงพาณิชย์
ต้องเผชิญกับการแย่งชิงทรัพยากรเพื่อตอบสนองการผลิตรูปแบบใหม่
ความขัดแย้งจึงปรากฏขึ้นอย่างซับซ้อนมากขึ้น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศจึงไม่ได้รับการแก้ไข
3. คำอธิบายที่ให้ความสนใจกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
โดยพยายามตอบโจทย์ให้ได้ว่า ทำไมการจัดการที่ผ่านมานอกจากจะไม่สามารถรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอ่อนไหวเชิงนิเวศแล้ว
ยังเป็นการทำให้ข้อขัดแย้งเพิ่มขึ้นด้วย คำตอบกับโจทย์ดังกล่าวมีหลายแนวทาง
เช่น
แนวทางแรกที่ยังเชื่อมั่นต่อบทบาทของรัฐอาศัยหลักการทางนิเวศวิทยาและกฎหมายอย่างเข้มข้นขึ้น
แนวทางที่สองให้น้ำหนักกับสิทธิชุมชน กฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยให้ชุมชนมีสิทธิ
อำนาจ หรือมีส่วนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติผ่านการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและ
มีการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเข้าจัดการในพื้นที่ ซึ่งสองแนวทางแรกก็ยังเป็นแนวทางที่ตรงกันข้ามและยังไม่มีจุดที่เชื่อมประสานกันได้
แนวทางที่สามเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าในส่วนของรัฐก็ดี
หรือในส่วนของชุมชนก็ดีต้องมีเงื่อนไขบางประการ ที่ไม่ว่าจะมีปฏิบัติการอย่างไรผลของการปฏิบัติการจะมีการเบี่ยงเบนเสมอ
เช่น โครงการการจัดทำแนวเขตพื้นที่คุ้มครองใหม่เพื่อปรับให้พื้นที่ที่ควรอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์ตรงกับความเป็นจริงโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม
บางพื้นที่ประสบความสำเร็จ ข้อขัดแย้งลดลง ทรัพยากรธรรมชาติมีการจัดการที่ดีขึ้น
แต่บางพื้นที่ปรากฏผลตรงกันข้าม คำอธิบายต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวคงไม่ใช่แบบเดิมๆ
อย่างเดียว เช่น เป็นเพราะมายาคติจากรัฐ ความจริงรัฐคืออะไร
รัฐมีเอกภาพหรือไม่ ที่จริงแล้วรัฐไม่มีเอกภาพเสมอไป บางทีขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจทางการเมือง
หรือขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในระบบราชการ และ อำนาจกับวัฒนธรรมของระบบราชการก็มีส่วนที่จะทำให้ปฏิบัติการไม่เป็นไปตามนโยบาย
หรือความจริง ข้อสรุปทางวิชาการก็ดี ภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอนแล้วหรือ
ที่จริงแล้วองค์ความรู้ต่าง ๆ ยังมีปัญหาอย่างมากเพราะมีข้อจำกัดด้านความครอบคลุมระบบที่ซับซ้อน
มีข้อจำกัดด้านเงื่อนไขเชิงพื้นที่และสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย
และมีข้อจำกัดเชิงมิติของเวลา และรวมตลอดถึงข้อสรุปว่าชุมชนล้วนมีศักยภาพทั้งในแง่ของการจัดองค์กรและการใช้ทุนทางวัฒนธรรม
สิ่งนี้เป็นจริงในอดีตภายใต้บริบททางการผลิต ทางฐานทรัพยากร
และระบบสังคมและวัฒนธรรมที่ทำให้การจัดการมีความยั่งยืน
แต่ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เกิดกับระบบการผลิต
การบริโภค การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และที่สำคัญกับการแตกตัวทางเศรษฐกิจ
สังคม และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในชุมชน ชุมชนเองก็คงไม่มีเอกภาพเหมือนเดิม
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชุมชนจะจัดการทรัพยากรของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
แม้ว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายแล้วก็ตาม ชุมชนจะต้องเผชิญกับข้อขัดแย้งข้ามชุมชน
ข้ามลุ่มน้ำ ต้องเผชิญกับข้อขัดแย้งภายในชุมชนที่สมาชิกในชุมชนต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาการผลิตเชิงพาณิชย์และบริโภคนิยม
แนวทางสุดท้าย เป็นแนวทางที่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาและข้อจำกัดตลอดจนมายาคติจากแนวทางที่ผ่านมา
โดยตั้งความคาดหวังไม่สูงนัก ไม่ต้องการรอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและกฎหมายก่อน
ไม่ต้องการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการที่อธิบายในระดับสากล
ไม่ต้องการประเมินมิติทางวัฒนธรรมที่สูงเกินความเป็นจริงเกินไป
และไม่ต้องการสร้างตัวแบบที่จะเอาไปใช้ได้ในทุกพื้นที่
แต่เน้นผลที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ที่มีบริบทและเงื่อนไขที่แตกต่างกันก่อน
แนวทางนี้คือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบมีส่วนร่วม ที่กำลังดำเนินการในปัจจุบันได้แก่
โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม Joint Management
of Protected Area (JoMPA) อันเป็นความร่วมมือระหว่าง
ฝ่ายรัฐคือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่มีเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติเป็นผู้ปฏิบัติ
รวมถึงหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายวิชาการ จากมหาวิทยาลัย
และหน่วยสารสนเทศภูมิศาสตร์ ฝ่ายองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น
ฝ่ายองค์กรพัฒนาเอกชน ฝ่ายเครือข่ายชุมชนของแต่ละลุ่มน้ำ
คณะกรรมการ/องค์กรชุมชน รวมตลอดถึงสมาชิกในชุมชนผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครอง
แนวคิดและหลักการสำคัญของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมประกอบไปด้วย
1. คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ ภายใต้ข้อตกลง
กติการ่วมกันของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยที่ทรัพยากรที่ต้องอนุรักษ์และฟื้นฟูจะมีการจัดการร่วมกันโดยผสมผสานระหว่างวิธีการที่มีความละเอียดอ่อนของท้องถิ่นกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์และกฎหมายตามลำดับ
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่ได้จากการอนุรักษ์และฟื้นฟูร่วมกัน
ส่วนพื้นที่ที่สามารถใช้ประโยชน์เป็นป่าชุมชน ที่ทำกิน
ที่อยู่อาศัยเมื่อสามารถพิสูจน์เป็นสิทธิการใช้ประโยชน์มาก่อนกฎหมาย
มีการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศ กฎเกณฑ์ทางสังคมและวัฒนธรรมสามารถจัดการได้บนพื้นฐานของความชอบธรรม
และความมั่นคงในการใช้ประโยชน์ ไม่สามารถเปลี่ยนมือไปเป็นของนายทุน
2. แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวน่าจะเป็นทางออกที่จะทำให้ระบบนิเวศและวิถีชีวิตสามารถพึ่งพาซึ่งกันและกันได้
และน่าจะทำให้ข้อขัดแย้งลดน้อยลง แต่การแปลแนวคิดสู่การปฏิบัติ
จำเป็นต้องมีหลักการที่ผสมผสานเรื่องที่เข้ากันไม่ได้หลายเรื่องที่ผ่านมาให้ไปด้วยกันได้
มีกระบวนการที่บางเรื่องฝืนธรรมชาติสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้
เช่นในเรื่องของการมีส่วนร่วมทางรูปแบบกับส่วนร่วมเชิงสาระเป็นต้น
ในแง่ของหลักการ จุดแตกหักที่ยอมรับไม่ได้ระหว่างรัฐกับชุมชน
คือข้อพิสูจน์ทางวิชาการภายนอก กับข้อเท็จจริงภายในพื้นที่
เช่น รัฐใช้แผนที่ที่อาศัยขอมูลเชิงนิเวศอย่างกว้าง ๆ
เข้าควบคุมการใช้ทรัพยากร ซึ่งมักจะขัดแย้งและไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดจริง
จนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้ และในที่สุดข้อยุติในเรื่องการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวจึงอยู่ที่
กฎหมาย ที่แม้ชุมชนเห็นว่าไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน
แต่ต้องยอมรับและต้องฝ่าฝืนถ้าการบังคับใช้มีหลายมาตรฐาน
หลักการที่จะใช้กำกับการจัดการแบบมีส่วนร่วมจึงต้องยึดข้อมูลเชิงประจักษ์
(Evidence Based) ที่ทุกฝ่ายยอมรับ หรือจำนนด้วยข้อมูลที่เถียงไม่ออก
มาแทนที่อำนาจที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการทั้งหลายในเวทีการกำหนดแนวเขตการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันและพร้อมกันระหว่างผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
รูปธรรมของหลักการนี้ คือ (ก) ต้องมีข้อมูลแผนที่ความละเอียดสูงและทันสมัย
เช่นแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศสี แผนที่สารสนเทศภูมิศาสตร์จากข้อมูลดาวเทียมความละเอียดสูง
ในมาตราส่วน 1:4000 แผนที่นี้จะมีข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งบอกถึงรูปแบบและสถานะของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
และสามารถบอกถึงตำแหน่งพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเชิงนิเวศ
ที่สำคัญเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจร่วมกันได้โดยง่าย
(ข) ข้อมูลเชิงประจักษ์อีกส่วนหนึ่งที่นำมาใช้ประกอบกับแผนที่คือการสำรวจประวัติ
และสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติภาคสนามร่วมกันระหว่าง
ชาวบ้าน กรรมการชุมชน เครือข่ายชุมชน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ
ฝ่ายองค์กรพัฒนาเอกชน และ ฝ่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(ค) ข้อเท็จจริงในส่วนของความอ่อนไหวของระบบนิเวศ ของสถานภาพของฐานทรัพยากร
และในส่วนของสิทธิตามความชอบธรรมของชาวบ้านและชุมชนจะถูกนำมาถกเถียง
ต่อรอง (จากข้อเท็จจริง) และสร้างการยอมรับร่วมกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกัน
คือคนกับป่าในพื้นที่หนึ่งต่างก็อยู่ได้ และคนที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมก็อยู่ได้ด้วย
ในทางวิชาการมักจะมีข้อโต้แย้งว่าข้อขัดแย้งในเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกิดมาจากการครอบงำทางอำนาจที่ไม่เป็นธรรม
อำนาจในที่นี้หมายความถึงอำนาจของรัฐผ่านกฎหมาย รวมถึงเป็นอำนาจทางอุดมการณ์ที่ครอบงำผ่านวาทกรรม
ดูเหมือนว่าไม่มีทางออกนอกจากการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อช่วงชิงพื้นที่
|