ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิและเข้าถึงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมทางด้านนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
 | หน้าแรก| |
 
 เกี่ยวกับเรา
    รู้จักโครงการ
    การดำเนินการ
    ติดต่อเรา

 ข่าวสาร
   ข่าวและกิจกรม
   ประชาสัมพันธ์
   บทสัมภาษณ์ สกู้ปพิเศษ
 เอกสารเผยแพร่
   บทความ
   งานวิจัย
   หนังสือ/เอกสาร
   ประชุม/สัมมนา
   กรณีศึกษาป่าชุมชน
   เครื่องมือการทำงาน
 จิปาถะ
   เสียงจากป่า
   เล่าด้วยภาพ
   แนวความคิด "ป่าชุมชน"
   เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 สมาชิก
   ลงทะเบียนสมัครสมาชิก
   รายชื่อสมาชิก
 จดหมายข่าว

จดหมายข่าว "ป่า กับ ชุมชน"
ฉบับที่ 29

  จำนวนผู้เข้าชม
คุณเข้ามาเป็นคนที่
 
 
บทความ
กระบวนการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีส่วนร่วม: คิดและทำอย่างเป็นรูปธรรม
โดย ดร.สิทธิณัฐ ประพุทธนิติสาร || 03/07/2007


กระบวนการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีส่วนร่วม: คิดและทำอย่างเป็นรูปธรรม

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมาถือว่าเป็นการจัดการที่ประสบกับปัญหา นอกจากไม่สามารถรักษาทรัพยากรป่าไม้ไว้ได้ตามเป้าหมายแล้ว ยังเกิดการสูญเสียความสมดุลทางนิเวศ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกิดความขัดแย้งที่ซับซ้อนระหว่างรัฐ นายทุน ชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้คนที่มีความแตกต่างทางเศรษฐกิจและอำนาจภายในชุมชน ปรากฏการณ์นี้เป็นจริงมีบทสรุปจากผลของการวิจัยในหลายมิติ หลายพื้นที่

สังคมไทยได้เรียนรู้กันพอสมควรถึงสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติและกับมนุษย์ดังกล่าว แต่ทำไมเรายังไม่มีแนวทางและปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพพอที่จะทำให้เกิดความสมดุล ทั้งกับทรัพยากรและกับมนุษย์ คำตอบต่อคำถามดังกล่าวมีมากมาย และกระจัดกระจาย (คือต่างคนต่างค้นหาคำตอบ ต่างคนต่างทำตามที่ตนคิดว่าถูกหรือตามภาระหน้าที่) คำตอบดังกล่าวสามารถประมวลและสรุปได้โดยสังเขป เช่น

1. คำอธิบายที่เน้นหนักด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านนิเวศวิทยา พยายามหาหลักฐานและข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ว่า ในแต่ละประเภทของฐานทรัพยากร (ที่สูง ชายฝั่ง ที่ซับน้ำ ฯลฯ) ของลุ่มน้ำ และของป่า มีองค์ประกอบของระบบนิเวศทางกายภาพและชีวภาพชุดหนึ่ง เมื่อผ่านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากธรรมชาติและการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ จะทำให้เกิดผลต่อการเสียดุลและต่อความสามารถในการฟื้นตัว ของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ต่อการสะสมและไหลเวียนของคาร์บอน ของความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดิน ต่อกษัยการ (การชะล้าง พังทะลายของดิน) ของดิน และต่อการเก็บกักและปลดปล่อยน้ำของลุ่มน้ำ ปัญหาที่เกิดในความพยายามแสวงหาคำตอบในด้านเหล่านี้ก็คือ ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เฉพาะสาขา ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ความสลับซับซ้อนของระบบนิเวศที่เป็นองค์รวมได้ และยิ่งไปกว่านั้นเป็นการวิจัยที่ละเลยคำอธิบายที่แตกต่างโดยนักวิชาการแขนงอื่นหรือแม้แต่คำอธิบายในเชิงประสบการณ์ หรือภูมิปัญญาจากท้องถิ่น ปฏิบัติการของแนวทางนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องของการใช้กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ คุ้มครองเละฟื้นฟูฐานทรัพยากรที่อ่อนไหวอย่างเข้มข้น เช่น การจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ การกำหนดพื้นที่คุ้มครอง การฟื้นฟูระบบนิเวศที่สูญเสียไปด้วยการปลูกป่าและมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่สำคัญมีมาตรการควบคุมการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อ่อนไหวอย่างเคร่งครัด

2. คำอธิบายที่เน้นหนักด้านสังคมศาสตร์
ที่มีความหลากหลายในความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเช่นเดียวกันตั้งแต่การประเมินค่าทางเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ระบบการผลิตต่าง ๆ ที่ถือว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยการผลิตที่จำกัดจำเป็นต้องมีการใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด จนถึงการให้ความสำคัญกับมนุษย์ผู้ที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องโดยตรงกับทรัพยากรธรรมชาติ ได้พยายามอธิบายว่าภายใต้ระบบการผลิตและวัฒนธรรมแบบยังชีพ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ กับการผลิตและการดำรงชีพจะเป็นแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยมีกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเป็นเครื่องมือทำให้ระบบนิเวศมีความยั่งยืน เมื่ออำนาจของรัฐเข้าไปควบคุมการใช้ประโยชน์ในฐานทรัพยากรที่มีความอ่อนไหวทางนิเวศอย่างเข้มข้น เข้าไปสนับสนุนการผลิตแบบทุนนิยมที่ถือว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นพลังงานให้กับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
และเกษตรก้าวหน้า และเป็นปัจจัยในการผลิตเชิงพาณิชย์ของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบกับมีการขยายตัวของระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้ผู้คนและชุมชนที่อยู่และอาศัยทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางนิเวศต้องประสบกับปัญหาในการปรับตัวภายใต้การผลิตเชิงพาณิชย์ ต้องเผชิญกับการแย่งชิงทรัพยากรเพื่อตอบสนองการผลิตรูปแบบใหม่ ความขัดแย้งจึงปรากฏขึ้นอย่างซับซ้อนมากขึ้น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศจึงไม่ได้รับการแก้ไข

3. คำอธิบายที่ให้ความสนใจกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
โดยพยายามตอบโจทย์ให้ได้ว่า ทำไมการจัดการที่ผ่านมานอกจากจะไม่สามารถรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอ่อนไหวเชิงนิเวศแล้ว ยังเป็นการทำให้ข้อขัดแย้งเพิ่มขึ้นด้วย คำตอบกับโจทย์ดังกล่าวมีหลายแนวทาง เช่น

แนวทางแรกที่ยังเชื่อมั่นต่อบทบาทของรัฐอาศัยหลักการทางนิเวศวิทยาและกฎหมายอย่างเข้มข้นขึ้น แนวทางที่สองให้น้ำหนักกับสิทธิชุมชน กฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยให้ชุมชนมีสิทธิ อำนาจ หรือมีส่วนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติผ่านการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและ มีการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเข้าจัดการในพื้นที่ ซึ่งสองแนวทางแรกก็ยังเป็นแนวทางที่ตรงกันข้ามและยังไม่มีจุดที่เชื่อมประสานกันได้

แนวทางที่สามเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าในส่วนของรัฐก็ดี หรือในส่วนของชุมชนก็ดีต้องมีเงื่อนไขบางประการ ที่ไม่ว่าจะมีปฏิบัติการอย่างไรผลของการปฏิบัติการจะมีการเบี่ยงเบนเสมอ เช่น โครงการการจัดทำแนวเขตพื้นที่คุ้มครองใหม่เพื่อปรับให้พื้นที่ที่ควรอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์ตรงกับความเป็นจริงโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม บางพื้นที่ประสบความสำเร็จ ข้อขัดแย้งลดลง ทรัพยากรธรรมชาติมีการจัดการที่ดีขึ้น แต่บางพื้นที่ปรากฏผลตรงกันข้าม คำอธิบายต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวคงไม่ใช่แบบเดิมๆ อย่างเดียว เช่น เป็นเพราะมายาคติจากรัฐ ความจริงรัฐคืออะไร รัฐมีเอกภาพหรือไม่ ที่จริงแล้วรัฐไม่มีเอกภาพเสมอไป บางทีขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในระบบราชการ และ อำนาจกับวัฒนธรรมของระบบราชการก็มีส่วนที่จะทำให้ปฏิบัติการไม่เป็นไปตามนโยบาย หรือความจริง ข้อสรุปทางวิชาการก็ดี ภูมิปัญญาเป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอนแล้วหรือ ที่จริงแล้วองค์ความรู้ต่าง ๆ ยังมีปัญหาอย่างมากเพราะมีข้อจำกัดด้านความครอบคลุมระบบที่ซับซ้อน มีข้อจำกัดด้านเงื่อนไขเชิงพื้นที่และสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย และมีข้อจำกัดเชิงมิติของเวลา และรวมตลอดถึงข้อสรุปว่าชุมชนล้วนมีศักยภาพทั้งในแง่ของการจัดองค์กรและการใช้ทุนทางวัฒนธรรม สิ่งนี้เป็นจริงในอดีตภายใต้บริบททางการผลิต ทางฐานทรัพยากร และระบบสังคมและวัฒนธรรมที่ทำให้การจัดการมีความยั่งยืน แต่ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เกิดกับระบบการผลิต การบริโภค การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และที่สำคัญกับการแตกตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในชุมชน ชุมชนเองก็คงไม่มีเอกภาพเหมือนเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ ชุมชนจะจัดการทรัพยากรของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร แม้ว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายแล้วก็ตาม ชุมชนจะต้องเผชิญกับข้อขัดแย้งข้ามชุมชน ข้ามลุ่มน้ำ ต้องเผชิญกับข้อขัดแย้งภายในชุมชนที่สมาชิกในชุมชนต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาการผลิตเชิงพาณิชย์และบริโภคนิยม

แนวทางสุดท้าย เป็นแนวทางที่พยายามหลีกเลี่ยงปัญหาและข้อจำกัดตลอดจนมายาคติจากแนวทางที่ผ่านมา โดยตั้งความคาดหวังไม่สูงนัก ไม่ต้องการรอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและกฎหมายก่อน ไม่ต้องการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการที่อธิบายในระดับสากล ไม่ต้องการประเมินมิติทางวัฒนธรรมที่สูงเกินความเป็นจริงเกินไป และไม่ต้องการสร้างตัวแบบที่จะเอาไปใช้ได้ในทุกพื้นที่ แต่เน้นผลที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ที่มีบริบทและเงื่อนไขที่แตกต่างกันก่อน แนวทางนี้คือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบมีส่วนร่วม ที่กำลังดำเนินการในปัจจุบันได้แก่ โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม Joint Management of Protected Area (JoMPA) อันเป็นความร่วมมือระหว่าง ฝ่ายรัฐคือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่มีเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติเป็นผู้ปฏิบัติ รวมถึงหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายวิชาการ จากมหาวิทยาลัย และหน่วยสารสนเทศภูมิศาสตร์ ฝ่ายองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ฝ่ายองค์กรพัฒนาเอกชน ฝ่ายเครือข่ายชุมชนของแต่ละลุ่มน้ำ คณะกรรมการ/องค์กรชุมชน รวมตลอดถึงสมาชิกในชุมชนผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครอง

แนวคิดและหลักการสำคัญของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมประกอบไปด้วย

1. คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ ภายใต้ข้อตกลง กติการ่วมกันของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยที่ทรัพยากรที่ต้องอนุรักษ์และฟื้นฟูจะมีการจัดการร่วมกันโดยผสมผสานระหว่างวิธีการที่มีความละเอียดอ่อนของท้องถิ่นกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์และกฎหมายตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่ได้จากการอนุรักษ์และฟื้นฟูร่วมกัน ส่วนพื้นที่ที่สามารถใช้ประโยชน์เป็นป่าชุมชน ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยเมื่อสามารถพิสูจน์เป็นสิทธิการใช้ประโยชน์มาก่อนกฎหมาย มีการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศ กฎเกณฑ์ทางสังคมและวัฒนธรรมสามารถจัดการได้บนพื้นฐานของความชอบธรรม และความมั่นคงในการใช้ประโยชน์ ไม่สามารถเปลี่ยนมือไปเป็นของนายทุน

2. แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวน่าจะเป็นทางออกที่จะทำให้ระบบนิเวศและวิถีชีวิตสามารถพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ และน่าจะทำให้ข้อขัดแย้งลดน้อยลง แต่การแปลแนวคิดสู่การปฏิบัติ จำเป็นต้องมีหลักการที่ผสมผสานเรื่องที่เข้ากันไม่ได้หลายเรื่องที่ผ่านมาให้ไปด้วยกันได้ มีกระบวนการที่บางเรื่องฝืนธรรมชาติสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ เช่นในเรื่องของการมีส่วนร่วมทางรูปแบบกับส่วนร่วมเชิงสาระเป็นต้น

ในแง่ของหลักการ จุดแตกหักที่ยอมรับไม่ได้ระหว่างรัฐกับชุมชน คือข้อพิสูจน์ทางวิชาการภายนอก กับข้อเท็จจริงภายในพื้นที่ เช่น รัฐใช้แผนที่ที่อาศัยขอมูลเชิงนิเวศอย่างกว้าง ๆ เข้าควบคุมการใช้ทรัพยากร ซึ่งมักจะขัดแย้งและไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดจริง จนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้ และในที่สุดข้อยุติในเรื่องการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวจึงอยู่ที่ กฎหมาย ที่แม้ชุมชนเห็นว่าไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน แต่ต้องยอมรับและต้องฝ่าฝืนถ้าการบังคับใช้มีหลายมาตรฐาน หลักการที่จะใช้กำกับการจัดการแบบมีส่วนร่วมจึงต้องยึดข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence Based) ที่ทุกฝ่ายยอมรับ หรือจำนนด้วยข้อมูลที่เถียงไม่ออก มาแทนที่อำนาจที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการทั้งหลายในเวทีการกำหนดแนวเขตการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันและพร้อมกันระหว่างผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย รูปธรรมของหลักการนี้ คือ (ก) ต้องมีข้อมูลแผนที่ความละเอียดสูงและทันสมัย เช่นแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศสี แผนที่สารสนเทศภูมิศาสตร์จากข้อมูลดาวเทียมความละเอียดสูง ในมาตราส่วน 1:4000 แผนที่นี้จะมีข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งบอกถึงรูปแบบและสถานะของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสามารถบอกถึงตำแหน่งพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเชิงนิเวศ ที่สำคัญเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจร่วมกันได้โดยง่าย (ข) ข้อมูลเชิงประจักษ์อีกส่วนหนึ่งที่นำมาใช้ประกอบกับแผนที่คือการสำรวจประวัติ และสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติภาคสนามร่วมกันระหว่าง ชาวบ้าน กรรมการชุมชน เครือข่ายชุมชน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ฝ่ายองค์กรพัฒนาเอกชน และ ฝ่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ค) ข้อเท็จจริงในส่วนของความอ่อนไหวของระบบนิเวศ ของสถานภาพของฐานทรัพยากร และในส่วนของสิทธิตามความชอบธรรมของชาวบ้านและชุมชนจะถูกนำมาถกเถียง ต่อรอง (จากข้อเท็จจริง) และสร้างการยอมรับร่วมกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือคนกับป่าในพื้นที่หนึ่งต่างก็อยู่ได้ และคนที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมก็อยู่ได้ด้วย ในทางวิชาการมักจะมีข้อโต้แย้งว่าข้อขัดแย้งในเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกิดมาจากการครอบงำทางอำนาจที่ไม่เป็นธรรม อำนาจในที่นี้หมายความถึงอำนาจของรัฐผ่านกฎหมาย รวมถึงเป็นอำนาจทางอุดมการณ์ที่ครอบงำผ่านวาทกรรม ดูเหมือนว่าไม่มีทางออกนอกจากการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อช่วงชิงพื้นที่

 
<<กลับ
 
      
All rights And reserved by ThCCSP under RECOFTC : Web Design by Thailand Collaborative Country Support Program