บทบาทประชาชนหรือองค์กรชุมชน
ปัจจุบันมีนโยบายและกฎหมายที่สนับสนุน ส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตัวเอง
อะไรบ้างที่เอื้อในกระบวนการวางแผนงานพัฒนาเพื่อให้เห็นถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ขอเริ่มโดยการฟันธงว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี
ระดับท้องถิ่นทั้งในแง่หลักการและการปฏิบัติ การมีส่วนร่วมของประชาชนส่งผลให้นโยบาย
และโครงการพัฒนาท้องถิ่นนั้นตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของคนในท้องถิ่น
สอดคล้องกับศักยภาพและทุนพัฒนาท้องถิ่น ได้รับการยอมรับจากประชาชน
เสริมสร้างวิถีชีวิตประชาธิปไตย และทำให้นโยบายหรือโครงการพัฒนานั้นสัมฤทธิ์ผลอย่างยั่งยืน
ดังนั้นการพัฒนานโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่นที่ดีย่อมขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนมิได้
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก่อนตอบคำถาม ขอแถลงไขว่านโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่นคืออะไร
มีด้วยหรือ? นโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่นในที่นี้หมายถึงทิศทาง
แนวทาง แผนงาน โครงการ และกิจกรรมที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกที่จะทำเพื่อพัฒนาท้องถิ่นหรือตอบสนองต่อปัญหาของท้องถิ่นนั้นๆ
ดังนั้นแต่ละท้องถิ่นจะมีนโยบายสาธารณะที่แตกต่างกันตามสภาพปัญหาและศักยภาพการพัฒนาของท้องถิ่นนั้นๆ
ในอดีตที่ผ่านมาเรามักไม่ค่อยคุ้นเคยและไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเรามีนโยบายสาธารณะของท้องถิ่นหรือไม่
เพราะการพัฒนาท้องถิ่นมักเป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาล องค์กรปกครองท้องถิ่นทำงานประจำเล็กๆ
น้อยๆ มีสภาพเหมือนเป็นแขนขาของรัฐบาลที่นำนโยบายของรัฐสู่การปฏิบัติในพื้นที่
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หรือความอิสระของการกำหนดนโยบายการพัฒนาของท้องถิ่นตนเองถูกจำกัดด้วยกระบวนทัศน์แบบรวมศูนย์ของคนที่เกี่ยวข้องและด้วยทรัพยากรการบริหารรวมทั้งกรอบของกฎหมาย
อย่างไรก็ตามสภาพการณ์ปัจจุบันคลี่คลายเป็นอย่างยิ่ง สังคมเริ่มตระหนักว่าการพัฒนาท้องถิ่นแบบรวมศูนย์ที่รัฐบาลถึงทางตัน
การพัฒนาท้องถิ่นโดยรัฐที่ผ่านมาส่งผลให้ท้องถิ่นไทยมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน
ละทิ้งภูมิปัญญาท้องถิ่น ขาดความเป็นตัวตนและความหลากหลายในวิถีทางความคิด
และปัญหาที่สำคัญคือ ประโยชน์จากการพัฒนากลับไม่ได้ตกอยู่ในมือคนท้องถิ่น
รวมทั้งส่งผลให้คนท้องถิ่นขาดความรักและความภูมิใจในความเป็นท้องถิ่น
การย้ายถิ่นเพื่อหาหนทางชีวิตที่ดีกว่าในเมืองหลวงเป็นปัญหาประการหนึ่งจากการพัฒนาท้องถิ่นโดยส่วนกลาง
สภาพการณ์ที่คลี่คลายดังกล่าวยังเห็นได้จากกฎหมายสูงสุดของประเทศ
คือ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 มีเจตนารมณ์ชัดเจนที่ส่งเสริมการกระจายอำนาจและความเป็นอิสระของท้องถิ่นในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
รวมทั้งเปิดโอกาสให้การพัฒนาท้องถิ่นเป็นเรื่องของท้องถิ่นเอง
ดังวรรคหนึ่งในมาตรา 78 กล่าวว่ารัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง
นอกจากนั้น มาตรา 282-290 ยืนยันหลักการความเป็นอิสระและเสริมอำนาจองค์กรปกครองท้องถิ่นมากขึ้น
โดยเฉพาะ มาตรา 284 กล่าวว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งหลายย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครอง
การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเอง
นอกจากกฎหมายรัฐธรรมนูญดังกล่าว ระบบการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นที่เปลี่ยนจากทางอ้อมมาสู่การเลือกตั้งผู้บริหารทางตรงเอื้อต่อการเกิดนโยบายสาธารณะของท้องถิ่น
เพราะผู้สมัครผู้ว่ากทม. นายกอบจ. นายกเทศมนตรี นายกอบต.จำเป็นต้องนำเสนอนโยบายการพัฒนาท้องถิ่นแก่ประชาชนในการรณรงค์เลือกตั้ง
การเลือกตั้งท้องถิ่นเริ่มเป็นการเมืองของนโยบายมากขึ้น
อย่างน้อยก็เห็นการประกาศนโยบายของผู้สมัครผู้ว่ากทม.
นายกอบจ.และนายกเทศมนตรีเมืองใหญ่ๆ
ภายใต้โอกาสทางกฎหมายและบริบททางการเมือง
จริงๆแล้วมีการคาดหวังให้องค์กรปกครองท้องถิ่นพัฒนานโยบายสาธารณะของตนเอง
ไม่ใช่รอการสั่งการจากส่วนกลางหรือทำตามอย่างกัน หากแต่ประเด็นสำคัญคือ
ถึงแม้องค์กรปกครองท้องถิ่นจะเป็นผู้ได้รับการกระจายอำนาจในการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะของท้องถิ่นไม่ได้หมายความว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นผูกขาดอำนาจการกำหนดนโยบายสาธารณะแต่เพียงผู้เดียว
โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่นๆ ในท้องถิ่น
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดหลังการกระจายอำนาจ
คือ องค์กรปกครองท้องถิ่นผูกขาดอำนาจตัดสินใจ ขยายอาณาจักร
อาคารสถานที่ คน และสร้างกฎระเบียบข้อบังคับเหมือนเป็นหน่วยงานราชการ
รวมทั้งปิดประตูทำงาน ซึ่งผลการพัฒนาคงไม่ต่างจากการพัฒนารวมศูนย์ในอดีต
ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นต้องตระหนักว่าการปกครองท้องถิ่นอยู่บนพื้นฐานของการให้ประชาชนในท้องถิ่นร่วมดูแลชุมชนของตนเอง
และการกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นหรือการแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องของทุกส่วนในท้องถิ่น
คำว่าท้องถิ่นมีความหมายกว้างขวางกว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น
ท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์กรปกครองท้องถิ่น องค์กรสังคม
ธุรกิจ กลุ่ม ชุมชนและประชาชน จุดเน้นสำคัญของการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดีคือ
การที่องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางของการสร้างเครือข่ายนโยบายและดึงทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสมดุลเพื่อให้นโยบายสาธารณะนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของท้องถิ่นอย่างแท้จริง
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
เป็นสิทธิของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันค้ำประกันสิทธิของประชาชนไว้หลายประการ
รวมทั้งการมีสิทธิการได้รับข้อมูลข่าวสารและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนการตัดสินใจของหน่วยงานของรัฐรวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น
นอกจากนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นการให้พื้นที่ประชาชนทางการเมืองและการเสริมสร้างวิถีประชาธิปไตยท้องถิ่น
ที่ประชาชนปกครองตนเอง ทำให้ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบของการดำเนินชีวิต
ไม่ใช่เพียงรูปแบบการปกครองที่พูดกันเพียงลมปาก หรือสี่ปีหนเมื่อมีการเลือกตั้ง
ซึ่งถ้าหากการเลือกตั้งเป็นช่องทางเดียวของการได้อำนาจตัดสินใจหรือการมีส่วนร่วม
เราก็คงเห็นการเลือกตั้งท้องถิ่นเต็มไปด้วยความรุนแรงและการทำร้ายกันอย่างที่เป็นอยู่
การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนนโยบายท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์
เสริมสร้างจิตสาธารณะและการรักท้องถิ่นซึ่งนับวันจะอ่อนกำลังลง
และที่สำคัญใครจะรู้ปัญหาของท้องถิ่น รวมทั้งเลือกแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ดีเท่ากับคนในท้องถิ่น
เมื่อเลือกเอง ก็ย่อมเกิดการยอมรับและต้องการทำให้สำเร็จให้เกิดความยั่งยืน
มีตัวอย่างดีๆของการพัฒนานโยบายท้องถิ่นที่องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นตัวกลางและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนริเริ่มและตัดสินใจนโยบาย
เช่น สภาเมืองขอนแก่นโดยเทศบาลนครขอนแก่น สภาประชาชนที่เทศบาลนครยะลา
การขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ของ อบต.เทนมีย์ จ.สุรินทร์
การสร้างโรงผลิตปุ๋ยชีวภาพของประชาคมท่าข้ามและร่วมมือกับ
อบต.ท่าข้าม จ.สงขลา ในการผลักดันนโยบายเกษตรธรรมชาติ
การสร้างเครือข่ายประชาสังคมในการจัดทำแผนสุขภาพจังหวัดของ
อบจ.สงขลา
แน่นอนที่สุด การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนานโยบายสาธารณะท้องถิ่นจะสำเร็จมิได้หากขาดการแบ่งปันอำนาจของผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น
และการไว้วางใจและร่วมใจพัฒนาของภาคส่วนอื่นๆ ของท้องถิ่น
ผศ.ดร.อรทัย ก๊กผล
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โครงการธรรมาภิบาลด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ วันที่ 27 กันยายน 2548
|