เอกสารประกอบการการสัมมนาระดับชาติ
เรื่อง ป่าชุมชน:
กระบวนการเรียนรู้การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมของสังคมไทย
เมื่อวันที่ 9-10 สิงหาคม 2550 / รายการเอกสารทั้งหมด
จำนวน 18 รายการ
สามารถ
Download ได้ที่นี่!!!
1.)
การพัฒนาในเชิงสถาบันเพื่อการจัดการทรัพยากรในประเทศไทย
2.)
การจัดการทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพโดยชุมชน:
บทเรียนการพัฒนาเชิงสถาบันระดับชุมชน ป่าชุมชนร่องบอน
จ.เชียงราย
3.)
การพัฒนาเชิงสถาบันเพื่อการจัดการทรัพยากรในระดับตำบล
กรณีศึกษา: การบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่น ต.แม่ทา
กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
4.)
การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเชิงสถาบัน กรณีศึกษา:
เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดตราด
5.)
การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเชิงสถาบัน กรณีศึกษา:
เครือข่ายประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมจังหวัดตราด
6.)
โครงการป่าพื้นบ้าน - อาหารชุมชน
7.)
โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม (JoMPA)
8.)
โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการอุทยานแห่งชาติอย่างยั่งยืน
9.)
"ป่าชุมชน" และ "ชุมชนป่า"
เรื่องคนละเรื่องเดียวกันในป่าตะวันตก
10.)
การพัฒนาและยกระดับการจัดการป่าชุมชน: บทเรียนภายใต้โครงการของแผนงานสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย
รีคอฟ
11.)
การจัดการทรัพยากรและวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นอีสาน
กรณีศึกษา: เครือข่ายอินแปง จังหวัดสกลนคร
12.)
การพัฒนาการจัดการทรัพยากรเชิงสถาบัน กรณีศึกษา:
การจัดการป่าชายเลนและทรัพยากรชายฝั่งอ่าวพังงา
โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
13.)
พหุเทวดานิยมในวิถีจัดการทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของชนเผ่าอิ๋วเมี่ยน
กรณีศึกษา: บ้านสันเจริญ ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน
14.)
จากทุ่งหญ้าคา...ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและติดตามคุณภาพน้ำโดยชนเผ่าอาข่า
กรณีศึกษา: บ้านแสนสุข ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย
15.)
การจัดการทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพโดยชุมชนชนเผ่าบนพื้นที่สูง
กรณีศึกษา: ชนเผ่าปกาเกอะญอ บ้านขุนเตะ ต.ดอยแก้ว
อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
16.)
การฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำและทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพโดยชุมชนเผ่าม้ง
กรณีศึกษา: บ้านแม่สาใหม่ ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
17.)
บทเรียนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติชนเผ่าลาหู่ กรณีศึกษา:
บ้านขุนห้วยไส้ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
18.)
นิเวศวิทยาริมฝั่งน้ำและแม่น้ำลำธาร
|
 |
20
ปี รีคอฟ 2 ทศวรรษแห่งองค์ความรู้และการขับเคลื่อนป่าชุมชนในสังคมไทย
ประเภท ประสบการณ์การทำงาน
และความเป็นมาของศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
จำนวน 119 หน้า, ปีที่พิมพ์
2550
|
|
คู่มือ
การถ่ายทอดความรู้สำหรับวิทยากรชุมชน
ประเภท คู่มือการถ่ายทอดความรู้
จำนวน 45 หน้า, ปีที่พิมพ์ 2550
คู่มือนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้วิทยากรชุมชนผู้มีประสบการณ์ตรงในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นต่าง
ๆ นำไปใช้เป็นแนวทางในการถ่ายทอดความรู้เมื่อมีความจำเป็นต้องจัดกระบวนการเรียนรู้
หรือจัดกระบวนการถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่า
การรับคณะที่เข้ามาศึกษาดูงานในชุมชน การไปร่วมเป็นวิทยากรในเวทีเสวนา
หรือฝึกอบรม รวมทั้ง การจัดอบรมให้กับคนกลุ่มต่าง
ๆ ในชุมชน
คู่มือนี้เหมาะสำหรับ แกนนำชุมชน ผู้รู้ หรือผู้นำองค์กร
ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์มีองค์ความรู้แก่ชุมชนตนเอง
หรือชุมชนอื่น ๆ เช่น ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง ชุมชนในเครือข่ายเดียวกัน
หรือกลุ่มคนที่สนใจทั่วไป
|
 |
ป่าชุมชนบ้านซำผักหนาม
ประเภท เอกสารสรุปภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
จำนวน 29 หน้า, ปีที่พิมพ์ 2550
เอกสารนี้เป็นการสรุปให้เห็นภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
ป่าชุมชนชบ้านซำผักหนาม ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ
จังหวัดขอนแก่น ที่ชุมชนเป็นหน่วยหลักในการให้ข้อมูลและประมวลภาพรวมดังกล่าว
รวมถึงการจัดทำแผนการจัดการป่าของชุมชนเอง บ้านซำผักหนามเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานครั้งแรก
ปี พ.ศ.2493 โดยการอพยพของชาวอีสานหลาย ๆ จังหวัดมารวมตัวกัน
เดิมชื่อ "บ้านซำแคน" หลังจากนั้น โดนสั่งอพยพโดยคำสั่งของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ ชาวบ้านบางส่วนจึงกระจัดกระจายไปอยู่ตามหมู่บ้านรอบข้างและได้ย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดิม
ในปี พ.ศ.2508 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นป่าสงวนแห่งชาติดงลาน
หลังจากนั้นทางราชการได้จักระเบียบชุมชนใหม่ โดยจัดที่ดินทำกินบริเวณเขตป่าสงวนเสื่อมโทรมให้กับชาวบ้านภายใต้โครงการ
คจก. ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการจัดสรรที่ดินมากจึงรวมตัวกันคัดค้านโครงการ
เมื่อโครงการยุติลงในปี พ.ศ.2535 ชาวบ้านซำผักหนามจำนวน
71 ครอบครัว จึงย้ายกลับมาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านปัจจุบัน
ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน |
 |
ป่าชุมชนบ้านร่มโพธิ์ทอง
ประเภท เอกสารสรุปภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
จำนวน 29 หน้า, ปีที่พิมพ์ 2550
เอกสารนี้เป็นการสรุปให้เห็นภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
ป่าชุมชนบ้านร่มโพธิ์ทอง ตำบลคลองตะเกรา อำเภอท่าตะเกียบ
จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ชุมชนเป็นหน่วยหลักในการให้ข้อมูลและประมวลภาพรวมดังกล่าว
รวมถึงการจัดทำแผนการจัดการป่าของชุมชนเอง ซึ่งประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านร่มโพธิ์ทองสามารถแบ่งได้เป็น
3 ระยะ ได้แก่ ช่วงที่หนึ่งคือ ช่วงก่อนการจัดสรรหมู่บ้านป่าไม้หรือช่วงเป็นหมู่บ้านป่าไม้
ช่วงที่สอคือ ช่วงการจัดสรรหมู่บ้านป่าไม้ ช่วงที่สามคือ
ช่วงการฟื้นฟูชุมชน และทรัพยากรป่าไม้
|
 |
ป่าชายเลนชุมชนบ้านเปร็ดใน
ประเภท เอกสารสรุปภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
จำนวน 30 หน้า, ปีที่พิมพ์ 2550
เอกสารนี้เป็นการสรุปให้เห็นภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากร
ของชุมชน ป่าชายเลนชุมชนบ้านเปร็ดใน ตำบลห้วงน้ำขาว
อำเภอเมือง จังหวัดตราด ที่ชุมชนเป็นหน่วยหลักในการให้ข้อมูลและประมวลภาพ
รวมดังกล่าว รวมถึงการจัดทำแผนการจัดการป่าของชุมชนเอง
พื้นที่ป่าของชุมชนบ้านเปร็ดในเป็นพื้นที่ป่าชายเลน
อยู่ห่างประมาณ 1 กิโลเมตร ไปทางด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน
มีเนื้อที่ประมาณ 12,000 ไร่ สภาพทั่วไปของป่าชายเลนประกอบด้วยคลองหลัก
12 คลอง และคลองย่อย จำนวน 6 คลอง สภาพป่าเป็นป่าที่ผ่านการทำสัมปทาน
และถูกระงับการทำสัมปทานเป็นเวลา 3 ปี
|
 |
ป่าชุมชนตำบลแม่ทา
ประเภท เอกสารสรุปภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
จำนวน 32 หน้า, ปีที่พิมพ์ 2550
เอกสารนี้เป็นการสรุปให้เห็นภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
ป่าชุมชนตำบลแม่ทา กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
ที่ชุมชนเป็นหน่วยหลักในการให้ข้อมูลและประมวลภาพรวมดังกล่าวรวมถึงการจัดทำแผนการจัดการป่าของชุมชนเอง
ชุมชนในตำบลแม่ทาเป็นชุมชนเก่าแก่มีอายุมากกว่า
300 ปี จากประวัติศาสตร์ของชุมชนสันนิษฐานว่าผู้ก่อตั้งชุมชนในระยะเริ่มแรกเป็นผู้คนที่อพยพหนีสงครามระหว่างไทยและพม่า
และหลังจากนั้นมีชนเผ่าต่าง ๆ อพยพเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มเติมในราวปี
พ.ศ.2333 อาทิ ชนเผ่าลั๊วะขุนคง อพยพมาจากเมืองเชียงใหม่เนื่องจากหนีภัยสงคราม
ชนเผ่าเชียงแสนอพยพมาจากตอนเหนือของเชียงรายเนื่องจากภัยแล้ง
นอกจากนี้มีชนเผ่าละกอน (ลำปาง) และขมุ (เขมร) เป็นกลุ่มที่เข้ามาช่วงหลังสุดเพื่อรับจ้างในช่วงที่เปิดให้มีการสัมปทานไม้บริเวณป่าขุนน้ำแม่ทา
|
|
ป่าชุมชนบ้านเขาราวเทียนทอง
ประเภท เอกสารสรุปภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
จำนวน 33 หน้า, ปีที่พิมพ์ 2550
เอกสารนี้เป็นการสรุปให้เห็นภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
ป่าชุมชนบ้านเขาราวเทียนทอง ตำบลเนินขาม กิ่งอำเภอเนินขาม
จังหวัดชัยนาท ที่ชุมชนเป็นหน่วยหลักในการให้ข้อมูลและประมวลภาพรวมดังกล่าว
รวมถึงการจัดทำแผนการจัดการป่าชองชุมชนเอง ชุมชนเขาราวเทียนทองเริ่มก่อตั้งในช่วงปี
พ.ศ.2506 โดยการอพยพเข้ามาเพื่อจับจองพื้นที่ของชาวบ้านจากจังหวัดสุพรรณบุรี
และจังหวัดชัยนาท ในช่วงแรกมีชาวบ้านเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ประมาณ
10 ครอบครัว ในตอนต้นเรียกหมู่บ้านว่า บ้านเขากระเจียว
ตามลักษณะพรรณพืชที่พบมากบนภูเขาและต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้านเขาราวเทียนทอง |
 |
ป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำ
ประเภท เอกสารสรุปภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
จำนวน 39 หน้า, ปีที่พิมพ์ 2550
เอกสารนี้เป็นการสรุปให้เห็นภาพรวมการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
ป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำ ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง
จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ชุมชนเป็นหน่วยหลักในการให้ข้อมูลและประมวลภาพรวมดังกล่าว
รวมถึงการจัดทำแผนการจัดการป่าของชุมชนเอง ชุมชนห้วยหินดำเป็นชุมชนชาวไทย
เชื้อสายกะเหรี่ยงที่มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานชุมชนมาเป็นเวลามากกว่า
200 ปี โดยประวัติของชาวกะเหรี่ยงแถบภาคตะวันตกนี้เริ่มในช่วงที่มีการหนีการรุกรานของชาวพม่าเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์
และได้รับอนุญาตจากพระมาหากษัตริย์ของไทยสมัยนั้นให้สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้
|
 |
การติดตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม:
บทเรียนปัจจุบันสู่ทิศทางในอนาคต
ประเภท สรุปบทเรียนจากการสัมมนาระดับชาติ
จำนวน 235 หน้า, ปีที่พิมพ์ 2549
เนื้อหาในเล่มได้กล่าวถึง
การติดตามทรัพยากรป่าไม้และระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม
รวมถึงประสบการณ์การติดตามทรัพยากรป่าไม้และระบบนิเวศในประเทศไทย
ซึ่งระบบการติดตามเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างรัฐ
ชุมชน เอกชน สถาบันวิชาการ ซึ่งช่วยให้เกิดการบูรณาการความรู้ท้องถิ่นและความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง
และเป็นเครื่องมือในการยกระดับการจัดการร่วมกันอยู่เสมอ
อันจะนำไปสู่การจัดการร่วมอย่างแท้จริง |
 |
ป่าชุมชน
สาระสำคัญและประเด็น(ฉบับปรับปรุงเพื่อการพิมพ์ใหม่)
ประเภท สรุปบทเรียนจากประสบการณ์การทำงานภาคสนาม
จำนวนหน้า 37 หน้า - ราคา 30 บาท
การพิมพ์ครั้งนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่
2 โดยเนื้อหายังคงมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความรู้
ความเข้าใจเรื่องป่าชุมชนให้แก่นักเรียน นักศึกษา
ประชาชน เป็นการสะท้อนความรู้และประสบการณ์ภาคสนามของเจ้าหน้าที่แผนงานสนับสนุนการดำเนินงานด้านป่าชุมชนในประเทศไทย
ของศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน ที่ได้ทำงานร่วมกับชุมชน
องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานของรัฐ ในหนังสือมีมีการนำเสนอประเด็นต่างๆที่น่าสนใจ
เช่น ความหมายของป่าชุมชน ป่าชุมชนกับความหลากหลายทางชีวภาพ
และพรบ กับการรักษาป่า เป็นต้น ทั้งนี้มีเนื้อหาที่เข้าใจได้ง่าย
จึงเป็นหนังสือที่ได้รับความสนใจจำนวนมาก สามารถนำไปประกอบการเรียน
การสอนเรื่องป่าชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจในขั้นต้นได้เป็นอย่างดี |
 |
รวมบทความป่าชุมชน(ฉบับปรับปรุงเพื่อการพิมพ์ใหม่)
ประเภท
บทความเชิงวิชาการ
จำนวนหน้า 103 หน้า - ราคา 50 บาท
เป็นการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มบทความจากการพิมพ์ครั้งที่
1 และครั้งที่ 2 โดยยังคงเป็นการรวบรวมงานเขียนของผู้มีประสบการณ์และทำงานป่าชุมชนอย่างเข้มข้น
ทั้งในระดับภาคสนาม สถาบันการศึกษา และระดับนโยบาย
2 ท่าน คือ ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ และดร.เพิ่มศักดิ์
มกราภิรมย์ ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงมาเป็นบทความวิเคราะห์เชิงวิชาการหลายบทความ
ที่ชี้ให้เห็นถึงการจัดการป่าอย่างยั่งยืนจากการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน |
 |
สื่อสารงานชุมชน
ประเภท : จดหมายข่าว
(แจกฟรี)
จำนวนหน้า : 12 หน้า
จดหมายข่าว สื่อสารงานชุมชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมีนาคม
- เมษายน 2548 เป็นงานเขียนของโครงการติดตามและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น:
การจัดการความรู้และพัฒนาการจัดการป่าโดยชุมชน ซึ่งเป็นโครงการที่สร้างความเข้มแข็งศักยภาพชุมชนและองค์กรพัฒนาเอกชน
เพื่อพัฒนาเครือข่ายระดับท้องถิ่นและส่งเสริมการจัดการป่า
เนื้อหาฉบับนี้เป็นการแนะนำโครงการ และการดำเนินงานเครือข่ายองค์กรท้องถิ่นแต่ละพื้นที่
ดังนั้นจดหมายข่าวของโครงการฯ แต่ละฉบับจึงเป็นที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นการสื่อสารการดำเนินงานของโครงการอย่างต่อเนื่อง |
 |
การเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ภาคสนามสู่นโยบาย
ประเภท เอกสารสรุปเชิงวิเคราะห์จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการระดับชาติ
จำนวนหน้า 267 หน้า - ราคา 120 บาท
อาจารย์สมศักดิ์ สุขวงศ์
ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมวรศาสตร์ชุมชนฯ
ได้กล่าวในบทนำของหนังเล่มนี้ว่า ปัญหาป่าไม้เป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกำลังคนๆเดียวจะแก้ไขได้
ทางรอดของวิกฤตคือการนำแนวความคิด "พหุภาคี"
หรือการจัดการแบบร่วมมือ" มาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคีต่างๆ
เข้ามาร่วมกำหนดวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายของการจัดการ
ทั้งในรูปแบบของการร่วมตัดสินใจ หรือเปิดโอกาสให้กลุ่มตัดสินใจกันเอง
มีการตรวจสอบและถ่วงดุล จากแนวคิดดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง
"การเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ภาคสนามสู่นโยบาย"
เพื่อหาคำตอบในแนวคิดการจัดการป่าและทรัพยากรแบบร่วมมือ
โดยใช้วิธีระดมสมองจากผู้ที่ทำงานและมีประสบการณ์ตรงในภาคสนามทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ
นักวิชาการมหาวิทยาลัย นักพัฒนา องค์กรพัฒนาเอกชนและชาวบ้าน
ร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์และสรุปเป็นบทเรียนที่ได้จากการทำงาน
หนังสือนี้จึงมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากมาย สำหรับผู้ที่เป็นแนวร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้
และประชาชนทั่วไปที่สนใจประเด็นปัญหานี้ |
 |
การเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อความยั่งยืน
ประเภท คู่มือหลักสูตรและแนวทางการจัดฝึกอบรมตามกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง
จำนวนหน้า 199 หน้า - ราคา 20 บาท
คู่มือเล่มนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน
กระทรวงมหาดไทยและศูนย์เพื่อการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม
กรุงเบอร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อพัฒนาหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากร
สิ่งแวดล้อม และชุมชน หลักสูตรนี้จึงมีส่วนผสมผสานที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนทำงานที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งน่าจะสามารถตอบสนองการทำงานของผู้ปฏิบัติการภาคสนามรุ่นใหม่ที่ต้องการกระบวนการฝึกอบรมที่มีความลุ่มลึกทั้งในทางสังคมและระบบนิเวศโดยให้ผู้เรียนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชนเป็นศุนย์กลางของการเรียนรู้
ทีมผู้สร้างหลักสูตรได้ทำการพัฒนาด้วยการทดสอบหลักสูตรมาทั่วประเทศกว่าสามปี
พบว่าเหมาะสำหรับใช้สร้างและพัฒนานักฝึกอบรมซึ่งอาจเป็นวิทยากรกระบวนการชาวบ้าน
หรือเจ้าหน้าที่เพื่อไปฝึกอบรมสร้างวิทยากรหรือปฏิบัติงานในชุมชนต่อไป
และผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมก็สามารถนำหลักสูตรและแนวทางการจัดการะบวนการการเรียนรู้ฉบับนี้ไปดัดแปลงใช้ให้เหมาะกับบุคคลและองค์กร
และสอดคล้องกับสถานการณ์แวดล้อมในท้องถิ่นต่อไป |
 |
คิดใหม่ ทำใหม่กับการเรียนรู้และการศึกษาด้านป่าไม้
(แปลจากผลสรุปการสัมมนาเชิง ปฏิบัติการนานาชาติเรื่อง
Forestry Education ณ เมือง Sapa ประเทศเวียดนาม)
ประเภท เอกสารแปล
จำนวนหน้า 49 หน้า - ราคา 60 บาท
เอกสารฉบับนี้เป็นการแปลจากผลสรุปของการสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่ซาปา
การสัมมนาประกอบไปด้วยบุคคลจำนวนมาก และองค์กรอีกหลายองค์กร
ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการฝึกอบรมด้านป่าไม้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากลยุทธ์สำหรับกลไกและกระบวนการเปลี่ยนแปลงการศึกษาด้านป่าไม้
จนได้ผลสรุปตำแหน่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลง และเป้าหมาย
พร้อมทั้งวิธีการที่จะไปถึงเป้าหมาย ซึ่งเห็นพ้องต้องกันว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฎิรูปสถาบันการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาด้านป่าไม้
นอกจากนี้เนื้อหายังกล่าวถึงบทบาทของแต่ละกลุ่มในสังคมที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการ "คิดใหม่ ทำใหม่"
ในการเรียนรู้และการศึกษาด้านป่าไม้ |
| |
|