ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิและเข้าถึงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมทางด้านนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
 | หน้าแรก| |
 
 เกี่ยวกับเรา
    รู้จักโครงการ
    การดำเนินการ
    ติดต่อเรา

 ข่าวสาร
   ข่าวและกิจกรม
   ประชาสัมพันธ์
   บทสัมภาษณ์ สกู้ปพิเศษ
 เอกสารเผยแพร่
   บทความ
   งานวิจัย
   หนังสือ/เอกสาร
   ประชุม/สัมมนา
   กรณีศึกษาป่าชุมชน
   เครื่องมือการทำงาน
 จิปาถะ
   เสียงจากป่า
   เล่าด้วยภาพ
   แนวความคิด "ป่าชุมชน"
   เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 สมาชิก
   ลงทะเบียนสมัครสมาชิก
   รายชื่อสมาชิก
 จดหมายข่าว

จดหมายข่าว "ป่า กับ ชุมชน"
ฉบับที่ 29

  จำนวนผู้เข้าชม
คุณเข้ามาเป็นคนที่
 
 
กรณีศึกษาป่าชุมชน
การจัดการทรัพยากรในเขตป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก
โดย ธวัช เกียรติเสรี || 04/07/2007


การจัดการทรัพยากรในเขตป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก

ความสำคัญของพื้นที่

ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออกเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยมีพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์อยู่ในป่ารอยต่อ 5 แห่งด้วยกันคือ 1) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน 2) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว 3) อุทยานแห่งชาติเขาคิชกูฎ 4) อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง และ 5) อุทยานแห่งชาติน้ำตกเขาสิบห้าชั้น รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1.2 ล้านไร่ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ทั้งพื้นที่ที่เป็นภูเขา และพื้นที่ราบที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์ เนื่องจากป่ารอยต่อฯ มีพื้นที่ที่มีลักษณะโดดเด่นคือ เป็นป่าลุ่มต่ำที่ไม่ผลัดใบ (lowland forest: ป่าไม่ผลัดใบที่อยู่ต่ำกว่า 300 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) ที่สมบูรณ์ และมีเนื้อที่มากที่สุดของประเทศ เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 346 ชนิด (species) จาก 255 สกุล(genera) ใน 104 วงศ์(family) แยกเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 57 ชนิด, นก 201 ชนิด, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก(amphibians) 17 ชนิด, สัตว์เลื้อยคลาน 48 ชนิด และปลา 24 ชนิด (สถานีวิจัยสัตว์ป่า ฉะเชิงเทรา, 2534) เป็นแหล่งของความหลากหลายทางพันธุกรรมของ ผลไม้ป่า และพืชพรรณนานาชนิด และยังเป็นต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำหลายสาย อาทิ แม่น้ำประแสร์ที่จังหวัดระยอง แม่น้ำจันทบุรี และแม่น้ำบางประกง ซึ่งแม่น้ำดังกล่าวเปรียบเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ภาคตะวันออก นอกจากนี้พื้นที่ป่ายังมีขอบเขตที่กว้างขวางครอบคลุมพื้นที่ถึง 5 จังหวัดของภาคตะวันออก (จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี สระแก้ว จันทบุรี และ ระยอง) ดังนั้นโดยรอบพื้นที่จึงมีชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่โดยรอบ ซึ่งชุมชนเหล่านี้ยังคงมีวิถีชีวิต และวัฒนธรรมในการดำรงชีพที่ยังต้องพึ่งพิงทรัพยากรป่าไม้ในรูปของป่าที่ไม่ใช่เนื้อไม้ (non – timber forest products ) (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, 2547)

ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่โดยรอบป่ารอยต่อฯ นั้น มีทั้งชุมชนที่มี และไม่มีการอนุรักษ์แนวกันชนในรูปของ ป่าชุมชน ข้อจำกัดของการจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่รอบป่ารอยต่อฯนั้น คือหมู่บ้านมีลักษณะที่เป็นชุมชนก่อตั้งใหม่ ดังนั้นลักษณะโครงสร้างทางสังคมจึงอยู่กันแบบหลวมๆ ไม่มีความสมัครสมานสามัคคี การจัดตั้งกลุ่มองค์กรจึงเกิดได้ยาก นอกจากนี้ในหมู่บ้านยังไม่มีการกันพื้นที่ไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์เนื่องจากพื้นที่หมู่บ้านยังเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ การขอพื้นที่เพื่อการสาธารณะประโยชน์จึงมีระเบียบ และขั้นตอนที่ซับซ้อน และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในหมู่บ้านที่ยังคงมีสภาพป่าสมบูรณ์กลับถูกจับจองโดยนายทุน หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้าน/แกนนำชุมชน ถูกคุกคามข่มขู่ไม่กล้าเข้าไปดำเนินการจัดทำป่าชุมชน

แนวคิดด้านป่าชุมชนมีมิติที่เกี่ยวข้องกับชุมชน 2 มิติ คือ

(1) มิติการพัฒนา และ (2) มิติการอนุรักษ์ ซึ่งทั้งสองมิติเป็นกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชน นำไปสู่รูปแบบการจัดการทรัพยากรเพื่อการพึ่งตนเอง และการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ ความเชื่อ และพฤติกรรมของราษฎรในพื้นที่ ส่งผลต่อการใช้ที่ดิน และการจัดการทรัพยากรในชุมชน ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ที่มีการใช้ที่ดินอย่างผิดวิธี เช่น การใช้สารเคมี การเกษตรกรรมที่ผิดวิธี ไปสู่ระบบวนเกษตร ที่เป็นการเกษตรเชิงอนุรักษ์ ที่มีการเชื่อมโยงระบบวนเกษตรกับทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่โดยการ “ยกป่ามาไว้ในบ้าน” ทำให้ลดการพึ่งพิงป่าลงได้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจในชุมชนโดยการตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ร้านค้าเพื่อสวัสดิการขึ้นภายในชุมชน กลุ่มแปรรูปที่มีการใช้วัตถุดิบจากทรัพยากรภายในชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และแหล่งน้ำ กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใต้การพัฒนาที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน นับเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการใช้ประโยชน์ผลผลิตจากป่าในพื้นที่ป่ารอยต่อฯ และยังมีผลที่นำไปสู่แนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างชุมชน และพื้นที่ป่ารอยต่อฯ

บทสรุป

รูปแบบการจัดการทรัพยากรนั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัว รูปแบบที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ชุมชนนั้นๆ เป็นผู้กำหนดขึ้นเองว่าจะไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตามการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นต้องคำนึงถึงมิติทางเศรษฐกิจ และสังคมของชุมชน บนแนวทางการนำปัญหาเป็นตัวตั้ง การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และการบูรณาการทั้งหน่วยงาน และองค์ความรู้ทั้งเก่า และใหม่ อย่าลืมว่าไม่มีใครสามารถหรืออาจหาญไปกำหนดแผนชีวิต แผนชุมชน และแผนการจัดการทรัพยากรแทนชุมชนได้

บทบาทหน้าที่

เจ้าหน้าที่ควรเป็นผู้อำนวยความสะดวก สนับสนุนการจัดการ ส่งเสริมการเรียนรู้ อย่างเต็มกำลังความสามารถ สิ่งใดช่วยได้ต้องช่วย ต้องประสานกับใครให้ลงมาช่วย อย่าคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ หรือไม่มีงบประมาณ ทำงานด้วยใจ แล้วความสุขจะตามมา

ผลที่ได้จากการดำเนินงาน

ปัจจุบันเกิดเครือข่ายป่าตะวันออกที่มีสมาชิกชุมชนอยู่โดยรอบป่ารอยต่อฯ กว่า 30 ชุมชน ซึ่งสมาชิกทั้งหมดนี้ประมาณร้อยละ 50 มีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละชุมชนมีการขับเคลื่อนกิจกรรมที่มีทั้งที่เหมือน และแตกต่างกันไปตามบริบทของชุมชน ซึ่งเป็นกลไกกำหนด “การเรียนรู้” ที่ชุมชนต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือต่อยอดเพื่อการจัดการทรัพยากรของตนเอง และชุมชน


เอกสารอ้างอิง

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. 2547. การศึกษาการมีส่วนร่วมขององค์กรท้องถิ่นและ ประชาชนในการอนุรักษ์ และจัดการพื้นที่อนุรักษ์. ม.ป.ท.

สถานีวิจัยสัตว์ป่าฉะเชิงเทรา กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้. 2534. ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก.
ศรีสมานพริ้นแอนด์แฟ็ค, กรุงเทพฯ

 
<<กลับ
 
      
All rights And reserved by ThCCSP under RECOFTC : Web Design by Thailand Collaborative Country Support Program