ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิและเข้าถึงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมทางด้านนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
 | หน้าแรก| |
 
 เกี่ยวกับเรา
    รู้จักโครงการ
    การดำเนินการ
    ติดต่อเรา

 ข่าวสาร
   ข่าวและกิจกรม
   ประชาสัมพันธ์
   บทสัมภาษณ์ สกู้ปพิเศษ
 เอกสารเผยแพร่
   บทความ
   งานวิจัย
   หนังสือ/เอกสาร
   ประชุม/สัมมนา
   กรณีศึกษาป่าชุมชน
   เครื่องมือการทำงาน
 จิปาถะ
   เสียงจากป่า
   เล่าด้วยภาพ
   แนวความคิด "ป่าชุมชน"
   เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 สมาชิก
   ลงทะเบียนสมัครสมาชิก
   รายชื่อสมาชิก
 จดหมายข่าว

จดหมายข่าว "ป่า กับ ชุมชน"
ฉบับที่ 29

  จำนวนผู้เข้าชม
คุณเข้ามาเป็นคนที่
 
 
กรณีศึกษาป่าชุมชน
สัมมนาวิชาการ การติดตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม: บทเรียนปัจจุบันสู่ทิศทางในอนาคต
โดย ThaiCF.org || 04/07/2007

สรุปการสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่อง
การติดตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม: บทเรียนปัจจุบันสู่ทิศทางในอนาคต
Collaborative Monitoring and Assessment of Ecosystem: Lessons learned for development

การสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่อง การติดตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม: บทเรียนปัจจุบันสู่ทิศทางในอนาคต ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ณ ห้องประชุมสง่าสรรพศรี ตึก 60 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ คือ ส่วนราชการ 47 คน สถาบันการศึกษาและสถาบันวิชาการ 33 คน องค์กรพัฒนาเอกชน 44 คน ชุมชน 87 คน สื่อมวลชน 2 คน รวมทั้งสิ้น 213 คน โดยพบสาระสำคัญของการสัมมนาได้ดังนี้

ภาคที่หนึ่ง: แนวคิด หลักการ: ระบบติดตามเป็นเครื่องมือสู่การจัดการทรัพยากรร่วมกัน

การจัดการทรัพยากรร่วมกันของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นประเด็นที่สำคัญและได้รับความสนใจ โดยพบว่าหลายฝ่ายก็พยายามหากลไก รูปแบบ สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการจัดการร่วม (co-management) ตั้งแต่หน่วยจัดการเล็กๆ ระดับชุมชน ป่าชุมชนเชื่อมโยงสู่หน่วยจัดการที่ใหญ่ขึ้นเป็นการจัดการภูมิทัศน์ เช่น การจัดการลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดการพื้นที่เฉพาะ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ การจัดการมีพัฒนาการมาสู่ยุคที่ต้องสร้างระบบติดตามร่วมกัน เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อยกระดับการจัดการบนฐานการผสมผสานความรู้ท้องถิ่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการสร้างสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการทรัพยากรและระบบนิเวศ

การติดตาม คือ กระบวนการตรวจสอบ บันทึกซ้ำหลายครั้ง เป็นส่วนหนึ่งของวัฎจักรการจัดการ โดยได้จำแนกประเภทของการติดตามเป็น การติดตามโครงการ ซึ่งเป็นการติดตามกิจกรรม และการติดตามผลกระทบของโครงการ ซึ่งเป็นการติดตามวัตถุประสงค์ของโครงการว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ อย่างไร โดยการพัฒนา เกณฑ์ ที่เป็นลักษณะ หรือมาตราฐานที่บ่งบอกว่าการจัดการระบบนิเวศนั้นมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เมื่อมีเกณฑ์แล้วก็สร้างตัวชี้วัด ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าระบบนิเวศนั้นมีการจัดการที่ยั่งยืนตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ โดยตัวชี้วัดนั้นต้องสามารถเก็บข้อมูล และวัดได้ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพที่สามารถบอกทิศทางความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศได้ ทั้งนี้ได้จำแนกตัวชี้วัดออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

1) ตัวชี้วัดที่เป็นภาวะกดดัน (pressure indicator) เป็นตัวที่วัดที่เป็นปัจจัยคุกคาม และสร้างปัญหาต่อระบบนิเวศ
2) ตัวชี้วัดทางสถานภาพ (state indicator) เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกสถานภาพของระบบนิเวศ
และ 3) ตัวชี้วัดการตอบสนอง (response indicator) เป็นตัวชี้วัดที่เป็นปัจจัยตอบสนองความยั่งยืนของระบบนิเวศ หรือสนับสนุนความสำเร็จของการจัดการระบบนิเวศ

ดังนั้นการติตตามระบบนิเวศคือ กระบวนการที่มีการสังเกต บันทึก เก็บข้อมูลซ้ำๆ หลายครั้ง เป็นส่วนหนึ่งของวงจรการบริหารจัดการโดยการเก็บข้อมูลพารามิเตอร์บางตัวที่สำคัญของระบบนิเวศ ตัวชี้วัด และพารามิเตอร์นั้นต้องครอบคลุมทั้งกายภาพ ชีวภาพ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารจัดการ นอกจากนี้ในการสัมมนายังได้นำเสนอแนวคิดการติดตามระบบนิเวศโดยชุมชน (community-based ecosystem monitoring: CBEM) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการติดตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม เป็นกระบวนการที่ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน หรือ ปัจเจกชนร่วมมือกันติดตามพืช สัตว์ ถิ่นที่อยู่อาศัย หรือ กระบวนการของระบบนิเวศที่ได้ร่วมกันคัดเลือกติดตาม โดยมีการคัดเลือกตัวชี้วัด ตัวพิสูจน์ หรือพารามเตอร์ร่วมกันทั้งนี้เก็บข้อมูลต่อเนื่องเป็นระยะๆ ต้องมีสมาชิกชุมชนเข้ามาร่วม ทั้งนี้ต้องมีการสนับสนุนด้านวิชาการจากนักวิชาการเป็นประเด็นสำคัญ

ภาคที่สอง: ประสบการณ์ บทเรียนการติดตามการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และระบบนิเวศในประเทศไทย

พัฒนาการการจัดการป่าไม้และการพัฒนาระบบติดตามของประเทศไทยว่าในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2530 นั้นมีการจัดการป่าไม้ภาครัฐ (government-based forestry) ซึ่งรัฐมีสิทธิอำนาจในการจัดการฝ่ายเดียว ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2535 เริ่มมีการศึกษาประเด็นวิถีชีวิตคนที่อยู่กับป่า ทำให้เข้าใจและสร้างเครื่องมือทำงานเพื่อจัดการความสัมพันธ์ของคนกับป่ามากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการทำป่าชุมชน และเริ่มทำป่าชุมชนแพร่หลายในประเทศ จนมีการเรียกร้องกฏหมายป่าชุมชน นำไปสู่การถกเถียงเรื่องคนกับป่า โดยมีคนเมืองเข้าร่วม ในช่วงที่มีถกเถียงและพัฒนานโยบายที่เหมาะสมเรื่องคนกับป่า ก็มีการเรียนรู้ยกระดับการจัดการป่าชุมชน ประสิทธิภาพการจัดการเพื่อตอบคำถามต่อสังคมมากขึ้น มีงานศึกษาวิจัยมากมาย หลากหลายมิติ รวมทั้งการพัฒนาระบบติดตามการจัดการป่าด้วยเช่นกัน โดยพบว่าป่าชุมชนหลายแห่งพัฒนาตัวชี้วัดด้วยตนเอง หรือร่วมกับนักวิชาการ เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล หาผลกระทบเพื่อไปปรับการจัดการ ตัวชี้วัดในยุคแรกคือ เนื้อที่ป่า แนวเขตป่า ต่อมามีการพัฒนาโดยการนำเทคนิคทางด้านป่าไม้ไปประยุกต์ใช้เช่นการติดตามสภาพป่าโดยการวางแปลง การสร้างแนวสำรวจ โดยสร้างพารามิเตอร์ที่จะสร้างการยอมรับมากขึ้น เช่น ความหนาแน่นของป่า ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ การกระจายของสัตว์ พืชที่สำคัญ นอกจากนี้ยังลงลึกถึงระดับชนิดพันธุ์เช่น ไผ่ มีการติดตามผลผลิตหน่อจากป่า ติดตามสภาพกอไผ่ จำแนกสัดส่วนลำอ่อน ลำแก่ ลำตาย ความหนาแน่นของกอต่อพื้นที่ จำนวนลำต่อกอ เป็นต้น ที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นพัฒนาการความก้าวหน้าของป่าชุมชน และยังพบว่าในระดับท้องถิ่นนั้นมีการพัฒนาการติดตามระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมต่างๆ อีกนอกจากระบบนิเวศป่า โดยมีรูปแบบที่หลากหลายทั้งการใช้กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา งานวิจัยท้องถิ่น การติดตามบนฐานวัฒนธรรม ประเพณี เช่น การติดตามระบบนิเวศสายน้ำในลุ่มน้ำแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ ลุ่มน้ำลี้ จังหวัดลำพูน การติดตามลุ่มน้ำน่านโดยประชาคมจังหวัดน่าน การติดตามระบบนิเวศทะเลสาบจังหวัดสงขลา การติดตามป่าบุ่งป่าทาม จังหวัดศรีสะเกษ การติดตามป่าชายเลนทุ่งมหา จังหวัดชุมพร นอกจากมีการติดตามระดับระบบนิเวศแล้วยังพบว่ามีบางชุมชนมีการติดตามผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับชนิดพันธุ์ที่สำคัญ เช่น การติดตามปูแสมบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด การติดตามปริมาณผลผลิตหน่อไผ่รวกของป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง จังหวัดชัยนาท การติดตามผลผลิตผักหวานป่าบ้านร่มโพธิ์ทอง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นต้น ด้านสัตว์ป่าพบว่ามีการติดตามสัตว์ป่าร่วมกันระหว่างชุมชน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร การติดตามช้างป่าที่กุยบุรีโดยชุมชนร่วมกับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชในพระบรมราชินูปถัมภ์ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นความก้าวหน้าของการติดตามในระดับท้องถิ่น (local level)

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบติดตามในระดับประเทศ (National level) ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้พัฒนาเกณฑ์ ตัวชี้วัด เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและพัฒนากรอบงานที่จะใช้ในการติดตามที่เรียกว่า PSR frame work ในการติดตามประเมินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริได้พัฒนาตัวชี้วัดเพื่อติตดามโครงการหลวง ซึ่งจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศทั้งดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ การเกษตร และเศรษฐกิจ สังคมในส่วนของทรัพยากรป่าไม้นั้นมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่ามาอย่างต่อเนื่องจากการแปลภาพถ่ายดาวเทียม ต่อมาได้มีการพัฒนาเกณฑ์ ตัวชี้วัด ในการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนในระดับประเทศในปี พ.ศ. 2541 โดยมีเกณฑ์ และตัวชี้วัดระดับชาติ 7 เกณฑ์ 67 ตัวชี้วัด ทั้งนี้ได้นำไปทดสอบในโครงการป่าต้นแบบ (model forest) ที่จังหวัดลำปาง แต่ก็พบว่าไม่มีการพัฒนาต่อเนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกรมต่างๆ ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างจริงจัง แต่อย่างไรก็ตามภายใต้การปฏิรูประบบราชการไทยใหม่นั้นมีนโยบายให้ทุกส่วนราชการสร้างระบบติดตามตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันกำลังพัฒนาระบบติดตามประสิทธิผลของการจัดการป่าในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากการสัมมนาพบประเด็นข้อสังเกตที่สำคัญคือ การติดตามระบบนิเวศส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการทำงานเชิงวิจัย และจะเกิดจากโครงการพัฒนา โครงการศึกษาวิจัยต่างๆ ซึ่งมีระยะเวลาของโครงการ และยังไม่มีระบบการติดตามระบบนิเวศอยู่ในกลไกงานปกติทั้งของชุมชน ของรัฐ นอกจากนี้ยังขาดยังขาดกลไกลเชื่อมโยงระบบติดตามในระดับท้องถิ่น กับระดับประเทศ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานประสานงานที่เป็นเจ้าภาพที่จะพัฒนาการเชื่อมโยงทั้งฐานข้อมูล กลไกประสานงาน และในระดับชุมชนยังขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกอย่างจริงจัง

ภาคที่สาม: ก้าวต่อไปของการพัฒนาการติดตามการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม

แนวทางพัฒนาการติดตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วมนั้นได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยตามระบบนิเวศ 3 กลุ่มคือ กลุ่มป่าชุมชน กลุ่มป่าผืนใหญ่และลุ่มน้ำ กลุ่มป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำ และมีอีก 2 กลุ่มที่เป็นระบบสนับสนุนคือ แนวทางการศึกษาวิจัย และกลุ่มบทบาทสื่อมวลชน ซึ่งในกลุ่มที่แบ่งตามระบบนิเวศนั้นได้ผลสรุปของการประชุมกลุ่มย่อยดังนี้

ประเด็นที่ 1 กรอบการติตตามระบบนิเวศ โดยสรุปว่ามีกรอบการติตตามใกล้เคียงกันทั้งทุกระบบนิเวศ ทั้งนี้จะมีระดับของการติดตามอยู่ 3 ระดับกล่าวคือ ระดับชุมชน เช่น ป่าชุมชน ระดับเครือข่ายหรือระดับภูมิทัศน์ เช่น เครือข่ายป่าชุมชนในลุ่มน้ำเดียวกัน เครือข่ายชุมชนรอบป่าผืนใหญ่ และระดับที่สามเป็นระดับประเทศซึ่งเป็นการติดตามในภาพรวมของประเทศโดยมีประเด็น กรอบ ตัวชี้วัดในการติดตามดังนี้

1) การติดตามสถานภาพทรัพยากรและความมั่นคงของระบบนิเวศ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวชี้วัดติดตามสถานภาพ (state indicator) โดยในระดับชุมชน เช่น ป่าชุมชน จะมีการติดตามทั้งเนื้อที่ขอบเขต ความอุดมสมบูรณ์ความหลากหลายของทรัพยากรในระบบนิเวศทั้งชนิด ปริมาณ การกระจาย การทดแทนของทรัพยากร ประชากรของชนิดพันธุ์ที่สำคัญในพื้นที่ทั้งชนิดพันธุ์ที่หายาก และที่ใช้ประโยชน์หลักๆ และหากมีขอบเขตพื้นที่ใหญ่ขึ้นเป็นระดับภูมิทัศน์ เช่น ลุ่มน้ำ กลุ่มป่าผืนใหญ่ ก็มีประเด็นการติดตามเพิ่มเติม เช่น การติดตามน้ำทั้งคุณภาพ ปริมาณ และช่วงเวลาการไหลของน้ำท่า

2) การติดตามประสิทธิผลการจัดการระบบนิเวศ ซึ่งเป็นการติดตามในระดับผลกระทบของการจัดการ เช่น ผลผลิตจากระบบนิเวศต่างๆ มูลค่าและคุณค่าของผลผลิต ความสมดุลย์ หรือพอเพียงระหว่างการใช้ประโยชน์กับผลผลิตที่มี

3) การติดตามทางด้านบริหารจัดการและด้านสังคม เช่น การมีส่วนร่วมในระดับชุมชน การปฏิบัติตามข้อตกลง กฏระเบียบร่วมกัน ความต่อเนื่องของกิจกรรมการจัดการ การร่วมมือระหว่างภาคีต่างๆ ความเข้มแข็งขององค์กรที่จัดการระบบนิเวศ

ประเด็นที่ 2 กระบวนการ และกลไกการพัฒนาระบบการติดตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม

การพัฒนาระบบติดตามอย่างมีส่วนร่วมนั้นต้องพัฒนาให้เชื่อมโยงกันทั้งในระดับท้องถิ่นสู่ระดับชาติ โดยในระดับท้องถิ่นจะต้องร่วมกำหนดของเขตระบบนิเวศที่จะติดตาม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนในระบบนิเวศนั้น ทั้งผู้ใช้ประโยชน์ ผู้นำ ผู้รู้ท้องถิ่น โรงเรียน โดยใช้การวิจัยท้องถิ่นเป็นพลังขับเคลื่อนโดยมีนักวิชาการจาก หน่วยงานรัฐท้องถิ่น เช่น เจ้าหนาที่ป่าชุมชน หน่วยจัดการต้นน้ำ และมีระบบสนับสนุนการศึกษาวิจัย เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และขยายระดับเป็นเครือข่ายชุมชน หรือในระดับภูมิทัศน์ ลุ่มน้ำ กลุ่มป่าผืนใหญ่ก็ต้องเชื่อมโยงระบบติดตามย่อยๆ ของแต่ละท้องถิ่น เพื่อเป็นชุดติดตามเดียวกัน โดยมีการแลกเปลี่ยน ส่งผ่านข้อมูลจากท้องถิ่น โดยมีหน่วยงานระดับภูมิภาค ศูนย์ศึกษาและพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน สำนักจัดการป่าในพื้นที่อนุรักษ์ สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สถาบันการศึกษาภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งจะสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่เชื่อมโยงสู่การติดตามในระดับท้องถิ่นได้ การพัฒนาประเด็นสาระที่สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาและบทเรียนความสำเร็จด้านการจัดการทรัพยากรสู่ความเข้าใจของสาธารณชนโดยถ่ายโอนข้อมูลแก่สื่อมวลชนที่จะช่วยในการเผยแพร่สู่สาธารณชน ชมรมผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อมพร้อมที่จะเปิดเวทีชุมชนและองค์กรต่างๆ ได้ให้ข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อสาธารณชน และในขณะเดียวกันหน่วยงานต่างๆ ได้มอบหมายให้รีคอฟเป็นหน่วยงานที่เชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ในการติดตามระบบนิเวศ ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายระดับชุมชน เช่น เครือข่ายวิจัยท้องถิ่นที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยกว่า 80 ชุมชน กระจายในระบบนิเวศต่างๆ เครือข่ายขององค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายของสถาบันการศึกษาต่างๆ ส่วนในระดับประเทศนั้นให้มีหน่วยงานกลางที่มีภาระกิจที่ชัดเจนในการติดตามระบบนิเวศในภาพรวมโดยการเชื่อมข้อมูลจากระดับภูมิภาค ซึ่งอาจจะเป็น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรสิ่งแวดล้อม หรือ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งต้องมีการพัฒนาเชิงนโยบายต่อไป

ประเด็นที่ 3 การพัฒนาการศึกษาวิจัยการติดตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม

การศึกษาวิจัยการติดตามระบบนิเวศนั้นควรเป็นแนวคิดการศึกษาระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เช่น การศึกษาระบบนิเวศต้นน้ำจนถึงปลายน้ำทั้งนี้เพื่อที่จะสามารถทราบถึงจุดที่เป็นสาเหตุของปัญหา ดังนั้นการศึกษาระบบนิเวศเล็กๆ เดี่ยว แล้วต้องเชื่อมโยงภาพรวม เป็นหน่วยภูมิทัศน์ เช่น ลุ่มน้ำ โดยปรับกระบวนการศึกษาวิจัยโดยเน้นชุมชนเป็นฐาน หรือเป็นงานวิจัยท้องถิ่น วิจัยไทบ้าน ทั้งนี้มีการผสมผสานความรู้ท้องถิ่นกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักวิจัยที่เป็นนักวิชาการ และชาวบ้านต้องปรับกระบวนทัศน์ความคิดร่วมกันว่า งานวิจัยไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิชาการเท่านั้น และงานวิจัยไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านทำไม่ได้ โดยมีมิติที่ครอบคลุมมนุษย์นิเวศ พัฒนาโจทย์ที่มาจากท้องถิ่นที่ตอบสนองต่อการจัดการทรัพยากรในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีประเด็นสำคัญในการศึกษาเช่น การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป็นการติดตามการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศว่ายั่งยืนหรือไม่ อย่างไร การติดตามการฟื้นฟูระบบนิเวศที่หลากหลาย หรือ กระบวนการทางนิเวศวิทยา ทั้งป่าบก ป่าบุ่งป่าทาม ป่าพรุ ป่าชายเลน เพื่อนำไปสู่การสร้างแผนการจัดการฟื้นฟูระบบนิเวศ การศึกษาติดตามผลผลิตจากระบบนิเวศ บทบาทและความสัมพันธ์ของระบบนิเวศกับวัฒนธรรม วิถีชีวิติ การศึกษาปัญหาทางสังคมที่ส่งผลผระทบต่อระบบนิเวศ รวมทั้งการศึกษาแง่มุมมูลค่าทางเศรษฐกิจจากระบบนิเวศ โดยใช้ยุทธศาสตร์กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม เป็นเครื่องมือเรียนรู้ร่วมกัน เน้นให้ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและระบบนิเวศ (user group) ร่วมกับโรงเรียนของชุมชน เป็นผู้วิจัย ประยุกต์ใช้เครื่องมือท้องถิ่นกับเทคโนโลยที่เหมาะสมทำได้ง่ายสอดคล้องกับวิถีชีวิตแต่ละท้องถิ่น สามารถตีความเชิงปริมาณ คุณภาพได้ โดยความร่วมมือเบื้องต้น

1) การจัดการความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยการรวบรวมองค์ความรู้บทเรียนที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งจากบุคคล เอกสาร สร้างเครื่อข่ายองค์ความรู้การติดตามโดยโครงการสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทยจะเป็นผู้รวบรวมบทเรียนเพิ่มเติมและสร้างเครือข่ายความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวเรื่องการจัดการทรัพยากรและการติดตามระบบนิเวศ

2) ระดับพื้นที่โดยการมีพื้นที่วิจัย พื้นที่ทำงานร่วมกัน เช่น โครงการสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทยมีพื้นที่โครงการ 8 พื้นที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานภาคมีพื้นที่วิจัยท้องถิ่น 80 แห่ง กรมป่าไม้จะมีโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชมีโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม องค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งจะเป็นความร่วมมือทั้งการพัฒนาระบบ คู่มือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ในเรื่องการติดตามระบบนิเวศต่อไป

3) สร้างเครือข่ายวิชาการเชื่อมโยงความรู้เรื่องการติดตามระบบนิเวศทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้การเชื่อมโยงกับสื่อมวลชนเพื่อกระจายความรับรู้สถานการณ์ทรัพยากรและระบบนิเวศ ซึ่งจะเป็นการติดตามโดยภาคประชาสังคม โดยการสร้างทำเนียบแหล่งข่าวทั้ง ประเด็นปัญหา ความสำเร็จ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ท้องถิ่น ที่จะสามารถให้สื่อมวลชนสามารถหาข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว รวมทั้งมีการส่งถ่ายข้อมูลบทเรียนจากภาคสนามที่มีการกลั่นกรองและเชื่อถือได้จากสถาบันวิชาการ

 
<<กลับ
 
      
All rights And reserved by ThCCSP under RECOFTC : Web Design by Thailand Collaborative Country Support Program