ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิและเข้าถึงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมทางด้านนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
 | หน้าแรก| |
 
 เกี่ยวกับเรา
    รู้จักโครงการ
    การดำเนินการ
    ติดต่อเรา

 ข่าวสาร
   ข่าวและกิจกรม
   ประชาสัมพันธ์
   บทสัมภาษณ์ สกู้ปพิเศษ
 เอกสารเผยแพร่
   บทความ
   งานวิจัย
   หนังสือ/เอกสาร
   ประชุม/สัมมนา
   กรณีศึกษาป่าชุมชน
   เครื่องมือการทำงาน
 จิปาถะ
   เสียงจากป่า
   เล่าด้วยภาพ
   แนวความคิด "ป่าชุมชน"
   เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 สมาชิก
   ลงทะเบียนสมัครสมาชิก
   รายชื่อสมาชิก
 จดหมายข่าว

จดหมายข่าว "ป่า กับ ชุมชน"
ฉบับที่ 29

  จำนวนผู้เข้าชม
คุณเข้ามาเป็นคนที่
 
 
ประชุม / สัมมนา
การศึกษาดูงาน “ ป่าชุมชนประเทศเนปาล ” 15 -20 สิงหาคม 2548
โดย อัจลา รุ่งวงษ์ || 04/07/2007


การศึกษาดูงาน “ ป่าชุมชนประเทศเนปาล ”
ระหว่างวันที่ 15 -20 สิงหาคม 2548
สถานที่ ประเทศเนปาล

ระหว่างวันที่ 15 -20 สิงหาคม 2548 ที่ผ่านมา ตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนประเทศไทยจากภูมิภาคต่างๆ 7 ท่าน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้ และองค์กรพัฒนาเอกชนรวม 6 ท่าน ได้ไปร่วมศึกษาดูงานด้านการจัดการป่าชุมชนในประเทศเนปาล ซึ่งร่วมจัดโดยโครงการสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTC) และสมาพันธ์กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากป่าประเทศเนปาล (Federation of Community Forestry Users) หรือ เรียกโดยย่อว่า “ฟี โค ฟัน ” - FECOFUN

การศึกษาดูงานเริ่มจากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการป่าชุมชนของไทยและเนปาล ในวันที่ 16 สิงหาคม 2548 การประชุมเชิงปฏิบัติการได้รวมเอาตัวแทนจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีบทบาทในการจัดการป่าชุมชนในเนปาลเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนและสถานการณ์ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้, FECOFUN ซึ่งเป็นเครือข่ายของกลุ่มผู้ใช้ป่าที่ใหญ่ที่สุด, เครือข่ายของกลุ่มผู้หญิงที่เรียกสั้นๆ ว่า HIMWANTI, และ WATCH, เครือข่ายองค์กรสนับสนุนป่าชุมชน, นอกจากนี้มีองค์กรเอกชนทั้งระดับประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ รวมประมาณ 16 องค์กร คณะศึกษาดูงานจากประเทศไทยได้ฟังการนำเสนอภาพรวมของพัฒนาการและสถานการณ์ในการจัดการป่าชุมชนเนปาล ทั้งในทางกฎหมาย นโยบาย เครือข่าย และผลการดำเนินงานป่าชุมชนทั้งประเทศ นอกจากการนำเสนอของทางเนปาลแล้ว ตัวแทนฝ่ายไทยก็ได้มีโอกาสนำเสนอพัฒนาการ และสถานการณ์สำคัญๆ ของการจัดการป่าชุมชนในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเรื่องพระราชบัญญัติป่าชุมชน การประชุมในวันแรกได้นำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เข้าร่วมการประชุมทั้งสองประเทศ

ช่วงต่อมาของการศึกษาดูงาน คณะตัวแทนจากประเทศไทยได้ลงพื้นที่ป่าชุมชนเพื่อศึกษาสภาพพื้นที่ และพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากป่า 3 พื้นที่ ซึ่งชาวบ้านแต่ละพื้นที่ได้จัดการต้อนรับและนำเสนอเกี่ยวกับกระบวนการจัดการป่าชุมชนในพื้นที่ของตนเป็นอย่างดี ผู้ร่วมดูงานจากประเทศไทยนอกจากได้สัมผัสภูมิประเทศที่สวยงามของชนบทประเทศเนปาลแล้ว ยังได้เรียนรู้ถึงกลไกการจัดการ, การพึ่งพิงป่า และบทบาทของคนกลุ่มต่างๆ ทั้งหญิง ชาย และกลุ่มเยาวชนที่มีบทบาทชัดเจนเพื่อสนับสนุนการจัดการป่าระดับพื้นที่ นอกจากนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกองทุนในการจัดการป่าที่เกิดจากการระดมทุนของชุมชนเอง และประการสุดท้าย คือ การเชื่อมโยงการจัดการป่าชุมชนกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการแก้ปัญหาความยากจน อีกด้วย

นอกจากกลุ่มผู้ใช้ป่า คณะดูงานยังได้เข้าพบและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อำเภอ (เทียบเท่าป่าไม้จังหวัดในบ้านเรา) สังกัดกรมป่าไม้ของเนปาล เจ้าหน้าที่ได้เล่าถึงนโยบายของกรมป่าไม้เนปาลที่กำหนดให้งานด้านป่าชุมชนมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ และบทบาทของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในปัจจุบันคือการสนับสนุนทางวิชาการบางอย่างเพื่อช่วยให้กลุ่มผู้ใช้ป่าสามารถสร้างกลุ่มองค์กร และพัฒนาแผนการจัดการป่าชุมชนที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตน ในตอนท้ายยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเครือข่ายกลุ่มผู้ใช้ป่าระดับพื้นที่ (District FECOFUN) ซึ่งทำให้ทราบโครงสร้างและเป้าหมายการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

สาระที่ได้จากการดูงานครั้งนี้ ทำให้ผู้ร่วมศึกษาดูงานได้เรียนรู้กระบวนการและผลจากการจัดการป่าชุมชนของประเทศเนปาล โดยประเทศเนปาลนั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเราที่มีการออกกฎหมายรองรับสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการป่า โดยมีพระราชบัญญัติป่าไม้ ปี พ.ศ. 2536 (Forest Act 1993) ที่มีสาระสำคัญในการมอบป่าให้ชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ภายในหรือรอบผืนป่าที่เป็นป่าสงวนของชาติ (National Forest) ซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ใช้ป่า (user group) สามารถยื่นความจำนงขอจัดการป่ากับกรมป่าไม้ ในพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขและกระบวนการในการมอบป่า (hand over) การพัฒนาแผนการจัดการและการติดตามการจัดการป่าร่วมกันอย่างชัดเจน รัฐบาลเนปาลได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่ป่าทั้งประเทศที่สามารถมอบให้ชุมชนจัดการว่าครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 61 ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศซึ่งเท่ากับพื้นที่กว่า 3.5 ล้านเฮคตาร์ (พื้นที่ป่าทั้งประเทศคือ 39.6 % ของพื้นที่ประเทศ หรือ ประมาณ 5.83 ล้านเฮคตาร์) ข้อมูลปัจจุบันระบุว่ามีกลุ่มผู้ใช้ป่าที่ได้รับการมอบพื้นที่ป่าให้จัดการแล้ว 13,978 กลุ่ม คิดเป็นจำนวนกว่า 1.6 ล้านครอบครัว หรือ 35 % ของจำนวนครัวเรือนทั้งประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ป่า 15 % ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ หรือ ประมาณ 1.1 ล้านเฮคตาร์

ผลที่เกิดขึ้นจากการจัดการป่าในรูปแบบป่าชุมชนของประเทศเนปาลนี้ได้มีการศึกษาอยู่พอสมควร โดยผลประการหนึ่งที่เห็นเด่นชัด คือ สภาพป่าทั่วทั้งประเทศที่ค่อนข้างเสื่อมโทรมจากการตัดไม้, เลี้ยงสัตว์ และการใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ โดยชุมชนต่างๆ ก่อนมีแผนงานป่าชุมชน ได้รับการฟื้นฟูจนมีสภาพสมบูรณ์ขึ้นอย่างเด่นชัด งานศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ว่าป่าที่มอบให้ชุมชนจัดการมีจำนวนต้นไม้เพิ่มขึ้น 51% นอกจากนี้พื้นที่ป่าทั้งประเทศของเนปาลยังเพิ่มขึ้น 37% ในช่วงที่ผ่านมา

การมีกฎหมายรับรองสิทธิในการจัดการ (พื้นที่ป่าทั้งหมดยังเป็นของรัฐ แต่ได้มอบสิทธิในการจัดการให้ชุมชน) และการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยภาครัฐเองได้ทำให้กระบวนการจัดการป่าทั้งในด้านชีวภาพและทางสังคมมีความก้าวหน้า ชุมชนที่ได้รับมอบป่าเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของป่าเพิ่มมากขึ้น (แต่เดิมชุมชนมองว่าป่าเป็นของรัฐ จึงใช้ประโยชน์โดยไม่มีมาตรการจัดการ) นำมาสู่การสร้างข้อตกลง การศึกษาข้อมูลเพื่อการจัดการป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และองค์กรต่างๆ ที่สำคัญคือชุมชนได้เกิดความรู้สึกหวงแหนป่าและใช้ประโยชน์จากป่าอย่างรู้คุณค่ามากขึ้น

รัฐบาลเนปาลและกรมป่าไม้ยังได้ใช้แผนงานและกิจกรรมด้านป่าชุมชนเป็นกลไกในการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรในชุมชนและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน กลุ่มผู้ใช้ป่าสามารถระดมทุนจากการเก็บหาผลผลิตจากป่าได้เองและกองทุนนั้นได้ช่วยสนับสนุนการพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ เช่น ถนน โรงเรียน ทุนการศึกษา เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การจัดการป่าชุมชนในเนปาลยังมีความท้าทายอยู่อีกมาก ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มความเสมอภาคในการแบ่งปันผลประโยชน์จากการจัดการป่า ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ เครือข่ายเริ่มมีโครงการและแผนการดำเนินงานที่จะทำให้กลุ่มคนที่ยากจน คนที่อาจถูกกีดกันออกไปจากกระบวนการตัดสินใจได้เข้ามามีส่วนร่วมและรับผลประโยชน์จากการจัดการป่าอย่างเป็นธรรมมากขึ้น นอกจากนี้มีประเด็นการสร้างธุรกิจชุมชนที่เกิดจากผลผลิตจากป่าที่ยังต้องพัฒนาให้เหมาะสมรวมทั้งเชื่อมโยงสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการแก้ปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง

ตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนประเทศไทยที่เข้าร่วมการศึกษาดูงาน ได้มีการแลกเปลี่ยนบทเรียน ข้อสังเกต และความคิดเห็นระหว่างการศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง บทเรียนที่ผู้ร่วมการศึกษาดูงานทุกคนเห็นว่าดีมากคือ การจัดการป่าชุมชนระดับพื้นที่และเครือข่ายของเนปาลได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของคนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้หญิง ดังจะเห็นจากการกำหนดสัดส่วนให้มีผู้หญิงเข้ามาเป็นคณะกรรมการ และจากตัวเลขการมอบป่าให้กลุ่มผู้ใช้ป่าจัดการนั้น มีกลุ่มผู้ใช้ป่าที่เป็นเฉพาะผู้หญิงอยู่ทั้งสิ้น 695 กลุ่ม อีกประการหนึ่งคือการพยายามเข้าถึงกลุ่มคนที่ยากจน กลุ่มคนที่พึ่งพิงป่าจริงๆ ให้สามารถได้รับประโยชน์จากการจัดการป่าอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้บทเรียนการทำงานของสมาพันธ์กลุ่มผู้ใช้ป่า หรือ FECOFUN ที่เกิดจากฐานภาคชุมชนซึ่งสามารถสร้างองค์กรจนเกิดเป็นเครือข่ายระดับประเทศที่มีโครงสร้างการบริหารจัดการและการประสานงานอย่างชัดเจน ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนประเทศไทยที่ร่วมการศึกษาดูงานเห็นว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญ และน่าจะผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงานและการผลักดันทางนโยบายในบ้านเรา

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ตัวแทนเครือข่ายจากประเทศไทยร่วมแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม คือ การที่ภาครัฐของเนปาลให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นอย่างมาก และสามารถสร้างนโยบายที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมรวมทั้งรองรับสิทธิของชุมชนในการจัดการป่า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะชุมชนชนบทในประเทศเนปาลยังคงมีวิถีชีวิตที่ผูกพันและพึ่งพิงป่าค่อนข้างสูง ทั้งฟืน ไม้ การเลี้ยงสัตว์ และของป่าอื่นๆ ซึ่งแตกต่างจากบ้านเราซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้ใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางตรง หรือ มีระดับการพึ่งพิงป่าที่แตกต่างกันแม้จะเป็นชุมชนในชนบทเหมือนกัน นอกจากนี้เรื่องการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานของภาครัฐก็มีความสำคัญ จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ระดับอำเภอ ซึ่งเทียบเท่าป่าไม้จังหวัดของบ้านเรา เจ้าหน้าที่ดังกล่าวเล่าว่ากรมป่าไม้ต้องวางแผนและใช้เวลาในการสร้างบุคลากรที่จะมาสนับสนุนงานป่าชุมชนอย่างจริงจัง โดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานให้เชื่อมั่นในกระบวนการมีส่วนร่วม นอกจากทัศนคติในการทำงานแล้วยังต้องให้เครื่องมือในการทำงานที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าไปทำหน้าที่ “อำนวยความสะดวก” ชุมชน มากกว่าการเน้นปราบปรามและป้องกันหรือใช้อำนาจตามกฎหมายเท่านั้น

เป็นที่น่าเสียดายที่คณะของเราไม่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชุมชนซึ่งอยู่ติดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ หรือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับกระบวนการทำงานร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่กับชุมชนรอบๆ ผืนป่า แต่จากการนำเสนอและเอกสารที่ได้รับทำให้ทราบว่ารัฐบาลเนปาลก็ให้ความสำคัญกับชุมชนที่อยู่รอบผืนป่าอนุรักษ์ด้วยเช่นกัน โดยชุมชนเหล่านี้สามารถขอเข้ามาร่วมจัดการป่าในพื้นที่ลักษณะนี้ ภายใต้ บทบัญญัติทางกฎหมาย 3 ฉบับ คือ บทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่แนวกันชนในปี พ.ศ. 2539 (Buffer Zone Management Rules 1996), บทบัญญัติว่าด้วยการจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ ปี พ.ศ. 2540 และ ฉบับสำหรับภาครัฐ ปี พ.ศ. 2541 (Conservation Area Management Rules 1997, Conservation Area Government Management Rules 2000)

หลังจากการศึกษาดูงาน ผู้ร่วมการดูงานทุกคนได้นำบทเรียน ประสบการณ์ที่ได้รับมาแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในชุมชนของตน และสมาชิกในเครือข่ายตน ผ่านทางเวทีการประชุม สัมมนา และสื่ออื่นๆ ในท้องถิ่น เช่น วีซีดี เอกสาร รายการวิทยุ เป็นต้น และได้มีการให้คำมั่นสัญญากันด้วยว่า จะเริ่มสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชนไทย และ เนปาล ให้มีความต่อเนื่อง โดยจะมีตัวแทนเครือข่ายและชุมชนของเนปาลมาศึกษาดูงานป่าชุมชนในประเทศไทย ในช่วงต้นปีหน้า หากเครือข่ายระหว่าง 2 ประเทศเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เชื่อแน่ว่าจะเอื้อประโยชน์อย่างมากต่อการแลกเปลี่ยนประเด็น และองค์ความรู้ในการจัดการป่าของทั้งสองประเทศ และ ในภูมิภาคเราต่อไป


อัจลา รุ่งวงษ์ รายงาน
เจ้าหน้าที่โครงการสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย
ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTC)

 
<<กลับ
 
      
All rights And reserved by ThCCSP under RECOFTC : Web Design by Thailand Collaborative Country Support Program