ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิและเข้าถึงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมทางด้านนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
 | หน้าแรก| |
 
 เกี่ยวกับเรา
    รู้จักโครงการ
    การดำเนินการ
    ติดต่อเรา

 ข่าวสาร
   ข่าวและกิจกรม
   ประชาสัมพันธ์
   บทสัมภาษณ์ สกู้ปพิเศษ
 เอกสารเผยแพร่
   บทความ
   งานวิจัย
   หนังสือ/เอกสาร
   ประชุม/สัมมนา
   กรณีศึกษาป่าชุมชน
   เครื่องมือการทำงาน
 จิปาถะ
   เสียงจากป่า
   เล่าด้วยภาพ
   แนวความคิด "ป่าชุมชน"
   เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 สมาชิก
   ลงทะเบียนสมัครสมาชิก
   รายชื่อสมาชิก
 จดหมายข่าว

จดหมายข่าว "ป่า กับ ชุมชน"
ฉบับที่ 29

  จำนวนผู้เข้าชม
คุณเข้ามาเป็นคนที่
 
 
ประชุม / สัมมนา
ลงพื้นที่ป่าชุมชน ภาคตะวันออก การเก็บข้อมูลเพื่อ : เขียนบทความสารคดี
โดย ThaiCF.org || 04/07/2007

การเก็บข้อมูลเพื่อ : เขียนบทความสารคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ -๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ ที่ผ่านมา เครือข่ายป่าชุมชนร่วมกับศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTC ) ได้นำทีมงานเก็บข้อมูลลงพื้นที่บ้านเปร็ดใน จ.ตราด ชุมชนที่มีการจัดการป่าชายเลนที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญยิ่งของภาคตะวันออกหรือชายฝั่งทะเลอ่าวไทย และไปสำรวจร่องรอยสัตว์ป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ผลพวงจากการดูแลรักษาป่าชุมชนที่บ้านร่มโพธิ์ทอง บ้านเขากล้วยไม้ ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา
บ้านเปร็ดใน จ.ตราด
ในปี ๒๕๒๕ บ้านเปร็ดในประสบกับภาวะป่าชายเลนเสื่อมโทรมเพราะการสัมปทานทำนากุ้ง ผนวกกับประชากรที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้ความต้องการทรัพยากรที่มากตามมา อีกทั้งเกิดปัญหาการโค่นพังทลายของต้นไม้และดินบริเวณแนวชายฝั่ง และเรืออวนรุน เรือคราดหอยที่เข้ามาคราดหน้าดินในชายฝั่งทะเล ทำให้ทรัพยากรถูกทำลายและลดลงอย่างรวดเร็ว

ในปี ๒๕๔๑ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนขึ้น มีกฎกติกาในการดูแลรักษาป่าชายเลนร่วมกัน ทำกิจกรรมฟื้นฟูป่าชายเลน จัดศูนย์การเรียนรู้ให้นักเรียนนักศึกษาได้เข้ามาศึกษาระบบนิเวศน์ป่าชายเลน และมีการจัด Home Stay ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะมาพักกับชาวบ้าน เพื่อศึกษาระบบนิเวศน์ของป่าชายเลน และเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน

จากการพูดคุยกับผู้ใหญ่อำพร แพทย์ศาสตร์ ประธานกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน ทำให้ได้รู้ว่ากว่าจะได้มาซึ่งผืนป่าชายเลนของชุมชนนั้น ชาวบ้านต้องต่อสู้ชนิดที่ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะอีกฝ่ายเป็นนายทุนที่มีอิทธิพลมาก เจ้าหน้าที่รัฐในสมัยนั้นก็ยังไม่เข้าใจ ไม่เหมือนปัจจุบัน ที่ทุกฝ่ายเข้าใจแล้วว่าชาวบ้านเปร็ดในรักษาป่าไว้เพื่ออะไร เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งเพาะ-ขยายพันธุ์สัตว์น้ำที่มีคุณค่ามากแล้ว ยังทำให้ชาวชุมชนบ้านเปร็ดในมีอาชีพที่พออยู่พอกิน ไม่ต้องไปขายแรงงานที่อื่น มีอาชีพเป็นของตัวเอง และมีรายได้กันทุกคน

อาจจะเป็นที่น่าแปลกใจสักนิดที่รายได้หลักของคนในชุมชนนี้มาจาก 'ปูแสม' หรือปูใส่ส้มตำ อาหารจานเด็ดที่มีขายตั้งแต่ปากซอยบ้านยันขึ้นห้างใหญ่ ชาวบ้านที่นี่มีวิธีฟื้นฟูปูแสมให้กลับมาชุกชุมและสามารถจับขายได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ภายใต้สโลแกนที่ว่า 'หยุดจับร้อย คอยจับล้าน' คือการกำหนดว่าในช่วงที่ 'ปูกินโต๊ะ' หรือปู แสมวางไข่นั้น (ขึ้น- แรม ๔-๕-๖ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือเดือนตุลาคม) ทุกคนจะต้องหยุดจับปูแสม เพื่อให้แม่ปูได้เพาะเอาลูกปูออกมาและมีชีวิตอยู่ยืนยาวมากพอที่จะให้จับขายได้กินกัน วิธีการอนุรักษ์เช่นนี้ ทำให้รายได้จากการจับปูแสมของชาวบ้านที่นี่มากถึง ๕๐๐ บาทต่อคืน นั่นหมายถึงการจับปูแสมได้มากถึง ๑๐ กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมีการทำ 'ธนาคารปูดำ' หรือทำกระชังให้ปูดำอยู่ เนื่องจากปูทะเลจะวางไข่ในน้ำที่มีความเค็มพอเหมาะจึงจะสามารถฟักเป็นตัวได้

สำหรับปัญหาเรื่อง 'หน้าทะเล' หรือตลิ่งพัง ก็มีการทำ 'เต๋ายางกันคลื่น' ขึ้นมา คือ เอายางรถยนต์เก่า ๆ มามัดติดกัน เทปูนด้านล่าง แล้วเอาไปวางในทะเลเป็นจุด ๆ เพื่อช่วยชะลอความแรงของคลื่น และยังช่วยป้องกันเครื่องมือทำประมงที่ผิดกฎหมายด้วย

และสำหรับ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ในความคิดของคนที่นี่ .. 'ตอนนี้ที่จัดการอยู่ก็เหมือนมี พ.ร.บ.อยู่ในมือแล้ว เพราะกฎกติกาต่าง ๆ มันมีการเคารพกันอยู่ สิทธิต่าง ๆ การจัดการป่า เราคำนึงถึงการใช้อย่างยั่งยืน อย่างเรื่องการตัดไม้ แม้ยังไม่มี พ.ร.บ. แต่ก็มีกฎว่าถ้าใครต้องการใช้ ก็ต้องมาขอกับคณะกรรมการ และถ้ามี พ.ร.บ. ชาวบ้านก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้ ซึ่งก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น เพราะยิ่งชาวบ้านต้องการใช้สอยมากเท่าไร ก็หมายถึงการอนุรักษ์มากเท่านั้น เพราะการจัดการจะต้องเป็นระบบมากขึ้นและสามารถตรวจสอบได้'


บ้านร่มโพธิ์ทองและบ้านเขากล้วยไม้ ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ .ฉะเชิงเทรา
จากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านร่มโพธิ์ทอง ในการพลิกฟื้นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ และ บ้านเขากล้วยไม้ในปี ๒๕๔๐ ทำให้พื้นที่ป่ากลับมาอุดมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และเป็นป่าของชุมชนตราบจนทุกวันนี้นั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการจัดการป่าชุมชนทั้งสอง ก็คือ การที่สัตว์ป่าจากเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน

(ได้แก่ หมูป่า กระทิง วัวแดง หมี ช้าง เก้ง กวาง เม่น ฯลฯ) ซึ่งมีพื้นที่ติดกับป่าชุมชนและที่ดินทำกินของชาวบ้านทั้งสอง ได้เข้ามากินผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ของชาวบ้านและอาศัยอยู่ในป่าชุมชนทั้งสองแห่ง

หลายครั้งที่ชาวบ้านพบว่ามีกระทิงป่ามาออกลูกในป่าชุมชน ทั้งนี้เพราะป่าชุมชนเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากสัตว์ร้ายและไม่มีคนรบกวน ไม่เพียงเท่านั้น ที่บ้านเขากล้วยไม้ยังพบควายป่า สัตว์ป่าสงวนที่หาดูได้ยากในปัจจุบันอีกด้วย

ทว่าความสำเร็จนี้อาจต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและรายได้ตลอดปี นั่นเพราะสัตว์ป่าที่เข้ามาทำลาย ผลผลิตมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะไร่มันสำปะหลังและไร่อ้อยที่เป็นอาหารจานโปรดของพวกมัน จนทำให้ชาวบ้านต้องใช้วิธีการป้องกันหลากหลายวิธี เช่น ขึงธงราวถุงปุ๋ย จ้างคนมานอนเฝ้าไร่ หรือไม่ก็เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่สัตว์เหล่านี้ไม่กินแทน อาทิ มะม่วงหิมพานต์ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ และสัตว์ป่าก็อยู่ร่วมกับคนได้อย่างยั่งยืนตลอดไป


ถนนลูกรังกั้นระหว่างไร่กับเขตรักษาพันธุ์ป่า

หมูป่าถล่มไร่มัน
 
<<กลับ
 
      
All rights And reserved by ThCCSP under RECOFTC : Web Design by Thailand Collaborative Country Support Program