การเก็บข้อมูลเพื่อ
: เขียนบทความสารคดี
เมื่อวันที่ ๒๕ -๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ ที่ผ่านมา เครือข่ายป่าชุมชนร่วมกับศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
(RECOFTC ) ได้นำทีมงานเก็บข้อมูลลงพื้นที่บ้านเปร็ดใน จ.ตราด
ชุมชนที่มีการจัดการป่าชายเลนที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญยิ่งของภาคตะวันออกหรือชายฝั่งทะเลอ่าวไทย
และไปสำรวจร่องรอยสัตว์ป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
ผลพวงจากการดูแลรักษาป่าชุมชนที่บ้านร่มโพธิ์ทอง บ้านเขากล้วยไม้
ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา
บ้านเปร็ดใน จ.ตราด
ในปี
๒๕๒๕ บ้านเปร็ดในประสบกับภาวะป่าชายเลนเสื่อมโทรมเพราะการสัมปทานทำนากุ้ง
ผนวกกับประชากรที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้ความต้องการทรัพยากรที่มากตามมา
อีกทั้งเกิดปัญหาการโค่นพังทลายของต้นไม้และดินบริเวณแนวชายฝั่ง
และเรืออวนรุน เรือคราดหอยที่เข้ามาคราดหน้าดินในชายฝั่งทะเล
ทำให้ทรัพยากรถูกทำลายและลดลงอย่างรวดเร็ว
ในปี
๒๕๔๑ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนขึ้น
มีกฎกติกาในการดูแลรักษาป่าชายเลนร่วมกัน ทำกิจกรรมฟื้นฟูป่าชายเลน
จัดศูนย์การเรียนรู้ให้นักเรียนนักศึกษาได้เข้ามาศึกษาระบบนิเวศน์ป่าชายเลน
และมีการจัด Home Stay ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะมาพักกับชาวบ้าน
เพื่อศึกษาระบบนิเวศน์ของป่าชายเลน และเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน
จากการพูดคุยกับผู้ใหญ่อำพร แพทย์ศาสตร์
ประธานกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน ทำให้ได้รู้ว่ากว่าจะได้มาซึ่งผืนป่าชายเลนของชุมชนนั้น
ชาวบ้านต้องต่อสู้ชนิดที่ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะอีกฝ่ายเป็นนายทุนที่มีอิทธิพลมาก
เจ้าหน้าที่รัฐในสมัยนั้นก็ยังไม่เข้าใจ ไม่เหมือนปัจจุบัน
ที่ทุกฝ่ายเข้าใจแล้วว่าชาวบ้านเปร็ดในรักษาป่าไว้เพื่ออะไร
เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งเพาะ-ขยายพันธุ์สัตว์น้ำที่มีคุณค่ามากแล้ว
ยังทำให้ชาวชุมชนบ้านเปร็ดในมีอาชีพที่พออยู่พอกิน ไม่ต้องไปขายแรงงานที่อื่น
มีอาชีพเป็นของตัวเอง และมีรายได้กันทุกคน
อาจจะเป็นที่น่าแปลกใจสักนิดที่รายได้หลักของคนในชุมชนนี้มาจาก
'ปูแสม' หรือปูใส่ส้มตำ อาหารจานเด็ดที่มีขายตั้งแต่ปากซอยบ้านยันขึ้นห้างใหญ่
ชาวบ้านที่นี่มีวิธีฟื้นฟูปูแสมให้กลับมาชุกชุมและสามารถจับขายได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ภายใต้สโลแกนที่ว่า 'หยุดจับร้อย คอยจับล้าน' คือการกำหนดว่าในช่วงที่
'ปูกินโต๊ะ' หรือปู แสมวางไข่นั้น (ขึ้น- แรม ๔-๕-๖ ค่ำ
เดือน ๑๑ หรือเดือนตุลาคม) ทุกคนจะต้องหยุดจับปูแสม เพื่อให้แม่ปูได้เพาะเอาลูกปูออกมาและมีชีวิตอยู่ยืนยาวมากพอที่จะให้จับขายได้กินกัน
วิธีการอนุรักษ์เช่นนี้ ทำให้รายได้จากการจับปูแสมของชาวบ้านที่นี่มากถึง
๕๐๐ บาทต่อคืน นั่นหมายถึงการจับปูแสมได้มากถึง ๑๐ กิโลกรัม
นอกจากนี้ยังมีการทำ
'ธนาคารปูดำ' หรือทำกระชังให้ปูดำอยู่ เนื่องจากปูทะเลจะวางไข่ในน้ำที่มีความเค็มพอเหมาะจึงจะสามารถฟักเป็นตัวได้
สำหรับปัญหาเรื่อง 'หน้าทะเล' หรือตลิ่งพัง
ก็มีการทำ 'เต๋ายางกันคลื่น' ขึ้นมา คือ เอายางรถยนต์เก่า
ๆ มามัดติดกัน เทปูนด้านล่าง แล้วเอาไปวางในทะเลเป็นจุด
ๆ เพื่อช่วยชะลอความแรงของคลื่น และยังช่วยป้องกันเครื่องมือทำประมงที่ผิดกฎหมายด้วย
และสำหรับ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ในความคิดของคนที่นี่
.. 'ตอนนี้ที่จัดการอยู่ก็เหมือนมี พ.ร.บ.อยู่ในมือแล้ว
เพราะกฎกติกาต่าง ๆ มันมีการเคารพกันอยู่ สิทธิต่าง ๆ
การจัดการป่า เราคำนึงถึงการใช้อย่างยั่งยืน อย่างเรื่องการตัดไม้
แม้ยังไม่มี พ.ร.บ. แต่ก็มีกฎว่าถ้าใครต้องการใช้ ก็ต้องมาขอกับคณะกรรมการ
และถ้ามี พ.ร.บ. ชาวบ้านก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้
ซึ่งก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น เพราะยิ่งชาวบ้านต้องการใช้สอยมากเท่าไร
ก็หมายถึงการอนุรักษ์มากเท่านั้น เพราะการจัดการจะต้องเป็นระบบมากขึ้นและสามารถตรวจสอบได้'
บ้านร่มโพธิ์ทองและบ้านเขากล้วยไม้
ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ .ฉะเชิงเทรา
จากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านร่มโพธิ์ทอง ในการพลิกฟื้นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมตั้งแต่ปี
๒๕๓๙ และ บ้านเขากล้วยไม้ในปี ๒๕๔๐ ทำให้พื้นที่ป่ากลับมาอุดมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่
และเป็นป่าของชุมชนตราบจนทุกวันนี้นั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการจัดการป่าชุมชนทั้งสอง
ก็คือ การที่สัตว์ป่าจากเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
(ได้แก่ หมูป่า กระทิง วัวแดง หมี ช้าง
เก้ง กวาง เม่น ฯลฯ) ซึ่งมีพื้นที่ติดกับป่าชุมชนและที่ดินทำกินของชาวบ้านทั้งสอง
ได้เข้ามากินผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ของชาวบ้านและอาศัยอยู่ในป่าชุมชนทั้งสองแห่ง
หลายครั้งที่ชาวบ้านพบว่ามีกระทิงป่ามาออกลูกในป่าชุมชน
ทั้งนี้เพราะป่าชุมชนเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากสัตว์ร้ายและไม่มีคนรบกวน
ไม่เพียงเท่านั้น ที่บ้านเขากล้วยไม้ยังพบควายป่า สัตว์ป่าสงวนที่หาดูได้ยากในปัจจุบันอีกด้วย
ทว่าความสำเร็จนี้อาจต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและรายได้ตลอดปี
นั่นเพราะสัตว์ป่าที่เข้ามาทำลาย ผลผลิตมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน
โดยเฉพาะไร่มันสำปะหลังและไร่อ้อยที่เป็นอาหารจานโปรดของพวกมัน
จนทำให้ชาวบ้านต้องใช้วิธีการป้องกันหลากหลายวิธี เช่น
ขึงธงราวถุงปุ๋ย จ้างคนมานอนเฝ้าไร่ หรือไม่ก็เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่สัตว์เหล่านี้ไม่กินแทน
อาทิ มะม่วงหิมพานต์ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้
และสัตว์ป่าก็อยู่ร่วมกับคนได้อย่างยั่งยืนตลอดไป
 ถนนลูกรังกั้นระหว่างไร่กับเขตรักษาพันธุ์ป่า
|
 หมูป่าถล่มไร่มัน
|
|