ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิและเข้าถึงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมทางด้านนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
 | หน้าแรก| |
 
 เกี่ยวกับเรา
    รู้จักโครงการ
    การดำเนินการ
    ติดต่อเรา

 ข่าวสาร
   ข่าวและกิจกรม
   ประชาสัมพันธ์
   บทสัมภาษณ์ สกู้ปพิเศษ
 เอกสารเผยแพร่
   บทความ
   งานวิจัย
   หนังสือ/เอกสาร
   ประชุม/สัมมนา
   กรณีศึกษาป่าชุมชน
   เครื่องมือการทำงาน
 จิปาถะ
   เสียงจากป่า
   เล่าด้วยภาพ
   แนวความคิด "ป่าชุมชน"
   เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 สมาชิก
   ลงทะเบียนสมัครสมาชิก
   รายชื่อสมาชิก
 จดหมายข่าว

จดหมายข่าว "ป่า กับ ชุมชน"
ฉบับที่ 29

  จำนวนผู้เข้าชม
คุณเข้ามาเป็นคนที่
 
 
งานวิจัย
การพัฒนาระบบการติดตามการจัดการทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วม
โดย ระวี ถาวร || 03/07/2007

การพัฒนาระบบการติดตามการจัดการทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วม
(Participatory Monitoring systems development for adaptive co-management of Forest resources and Environment)

เกริ่นนำ
ทรัพยากรป่าไม้นั้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนหลายกลุ่ม ที่มีวิถีการดำรงชีพตามบริบททางระบบนิเวศ สังคม วัฒนธรรม ที่หลากหลาย ซึ่งมิติความสัมพันธ์ของกลุ่มคนต่างๆ กับป่านั้นมีความแตกต่างกัน คนชนบทพึ่งพิงป่าเป็นแหล่งอาหารทั้งพืชผัก ของป่าต่างๆ น้ำเพื่ออุปโภคและการเกษตร แหล่งเลี้ยงสัตว์ มีมิติจิตวิญญาณ ประเพณีเกี่ยวกับธรรมชาติ ชุมชนเมืองต้องการจัดการป่าเพื่อมีน้ำใช้ผลิตน้ำประปา ไฟฟ้า มีอากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย ท่องเที่ยวนันทนาการ ภาคราชการก็ต้องการรักษาพื้นที่ป่าที่ต้นทุนทรัพยากรของชาติไว้ จากความสัมพันธ์ที่หลากหลายและแตกต่างกันไปตามพื้นฐานการดำรงชีพและการพึ่งพิงป่าที่แตกต่างกัน จึงเกิดความคาดหวัง ความต้องการ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ต่อการจัดการป่าที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ การพึ่งพาป่าของตนเองกับป่า ซึ่งจะนำไปสู่แนวคิดการจัดการป่าที่แตกต่างกันด้วย และแนวคิดที่แตกต่างเริ่มมีช่องว่างที่ห่างกันมากยิ่งขึ้นดังจะเห็นความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นในสภาวะทรัพยากรป่าไม้ที่มีจำกัดและลดลงเรื่อยๆ ท่ามกลางกระแสพัฒนา จะทำอย่างไรให้กับประเด็นปัญหานี้มีทางเลือกของทางออกในการแก้ไข หรือบรรเทาปัญหาลงได้ หรือไม่ อย่างไร จึงกลายเป็นประเด็นท้าทายผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความยังยืนและยุติธรรมในสังคมไทย

บทเรียนบางอย่าง
จากการทำงานที่ผ่านมาพบว่าการจัดการทรัพยากรป่าไม้เพียงองค์กรเดียวไม่ว่าโดยชุมชน หรือภาครัฐ ทำให้เกิดความไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน ขาดระบบตรวจสอบและถ่วงดุล (check and balance) เชิงอำนาจที่ชัดเจน และการจัดการป่าชุมชนที่ผ่านมาเน้นการจัดการเชิงสังคมมากกว่าเชิงชีวภาพที่ชัดเจนเป็น เช่น การจุดประกายและขยายแนวคิดการจัดการแบบมีส่วนร่วม โดยถือว่า องค์กรชุมชนเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนการจัดการป่า โดยมีเจ้าหน้าที่ราชการสนับสนุนภายใต้ข้อจำกัดของกฏหมายขององค์กร

การจัดการป่าชุมชนที่ผ่านมานั้นมุ่งเน้นการสร้างองค์กร สร้างแผนการจัดการป่าที่ยังเป็นแผนกิจกรรมที่เน้นหนักการดูแลป้องกันทั้งผืน (การสงวนเก็บไว้) แต่การจัดการใช้ประโยชน์ทางด้านชีวภาพนั้นจะพบเพียงของป่าบางชนิด ทั้งนี้มีปัจจัยข้อจำกัดด้านกฏหมายที่ไม่เอื้อต่อการจัดการเชิงชีวภาพ ผนวกกับกระแสอนุรักษ์เขียวเข้มที่มองการใช้ป่าคือ สิ่งเลวร้าย ทำให้ระบบนิเวศได้รับผลกระทบกระเทือน กลายเป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างมากในสังคมโดยเฉพาะสังคมเมืองที่ห่างไกลป่าแต่ใกล้ชิดกับกระแสโลก มองความสัมพันธ์ตนเองกับป่าแบบตรงๆ อาจจะไม่ชัดเจนออกนอกจากน้ำประปา ไฟฟ้า และที่พักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด อีกทั้งการมีขาดข้อมูลที่จะบ่งชี้และรับประกัน ยืนยันความยั่งยืนของระบบนิเวศ ส่งผลให้ขาดซึ่งความไว้ใจของคนภายนอกทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนเมือง ก็เป็นข้อจำกัดในการจัดการป่าเชิงชีวภาพ คนชนบทที่ยากจนและพึ่งพิงป่าก็มักถูกคาดหวังและเรียกร้องจากสังคมว่าต้องมีจิตสำนึกในการรักษาป่า ดูแล ป้องกัน ลาดตระเวนตรวจตราป้องกันการทำลายป่าจากกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ซึ่งมักมีอิทธิพล รวมทั้งการป้องกันและดับไฟป่า การจัดการป่าเชิงชีวภาพนั้นมีนัยความสำคัญมากกว่านั้น นอกจากแบ่งพื้นที่จัดการ (management unit) ว่าเป็นป่าต้นน้ำ ป่าใช้สอย ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ผ่านมาก็จะเป็นป่าอนุรักษ์แบบเก็บไว้เกือบทั้งหมดที่ห้ามการใช้ประโยชน์ การพัฒนากรอบแนวคิดการจัดการป่าจากแบบเดิมที่เน้นเก็บสงวนไว้ แต่ที่จริงป่านั้นเป็นระบบมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การใช้ป่าอย่างมีระบบภายใต้ผลผลิตที่เพิ่มพูนต่อปี ป่าก็ยังคงมีต้นทุน หรือ สต๊อกเท่าเดิม ป่านั้นมีกลไก ศักยภาพ และความสามารถที่จะปรับตัวสู่สมดุลหากได้รับการกระทบทั้งจากภัยธรรมชาติ และจากมนุษย์ ดังนั้นการใช้ป่าในขอบเขตที่ช่วงที่ฟื้นฟู ปรับตัวได้โดยตามธรรมชาติ (Zone of Recovery) มิใช่เรื่องเสียหายมากมาย แต่ปัจจุบันนั้น การเก็บหาของป่า การใช้ไม้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อ่อนไหวในสังคมที่กระแสการอนุรักษ์เขียวเข้มเป็นสาธารณะหลัก เราคงหวังให้ชาวบ้านชนบทที่พึ่งพิงป่าสูงมีวิถีบริโภคเหมือนคนเมืองที่ทำงานมีเงินเดือนที่ฝากท้องกับห้างสรรพสินค้าข้ามชาติ หลายครั้งที่ชนส่วนน้อยชายขอบต้องเสียสละและปรับตัว

จากการสร้างความเชื่อใจของคนทุกฝ่ายโดยพยายามสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่จะรับรอง หลักประกัน หรือมาตราฐานว่าการจัดการป่า มีระบบติดตามร่วมกันในการใช้ประโยชน์นั้นไม่ทำลายระบบนิเวศป่าไม้และสิ่งแวดล้อมโดยที่ยังให้ผลผลิต บริการแก่สังคมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ภายใต้สิ่งแวดล้อม การสื่อสารที่เชื่อมโยงอธิบายองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเชิงวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดการสื่อสารสองทางสร้างความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกัน ชาวบ้านที่ยากจนยังคงพอมีสิทธ์ในการใช้ป่าเพื่อการยังชีพบ้าง รวมทั้งธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง ป่ายังคงทำหน้าที่ทางด้านสิ่งแวดล้อมตอบสนองคนเมือง เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันของทุกภาคส่วน

ดังนั้นการพัฒนาระบบติดตามการจัดการป่าร่วมกันน่าจะเป็นพัฒนาเครื่องมือที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมทั้งยกระดับการจัดการป่าในเชิงชีวภาพให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ติดตามตรวจสอบได้ตลอดเวลา และมีระบบถ่วงดุลในการจัดการเชิงอำนาจและสิทธิในการจัดการป่าโดยการยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งจะเป็นแนวทางการในการพัฒนาการจัดการป่าร่วมแบบพหุภาค (co-management) ซึ่งน่าจะเป็นทางออกของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย

แนวโน้มการจัดการป่า
ภาพเก่าๆ ของการจัดการป่าในอดีตที่มุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจหลักเพื่อพัฒนาประเทศตามแบบทุนนิยมนั้นจะเลือนลางจางไป จะปรับเปลี่ยนสู่การจัดการที่ตอบสนองต่อการพัฒนาความเป็นอยู่ ปากท้องของคนท้องถิ่น ในระดับรากหญ้ามากขึ้น มองการจัดการป่ามากกว่าท่อนซุง เนื้อไม้ ให้ความสำคัญกับผลผลิตที่หลากหลายตอบสนองต่อกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกส่วน การจัดการเชิงอำนาจที่ปรับเปลี่ยนจากเชิงเดี่ยวเป็นแบบพหุภาคี

การจัดการป่าที่ยั่งยืน: นิยาม และลักษณะ
ITTO (1998) ได้นิยาม การจัดการป่าอย่างยั่งยืน คือ กระบวนการของการจัดการป่า เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดการที่กำหนดไว้โดยคำนึงถึงการผลิตต่อเนื่องทั้งผลผลิตและบริการจากป่าโดยปราศจากการลดคุณค่าที่มีอยู่แลผลผลิตที่จะได้รับในอนาคต อีกทั่งปราศจากผลกระทบที่มองไม่เห็นทั้งทางสิ่งแวดล้อมกายภาพและสังคม

การจัดการป่าที่ยั่งยืนมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 องค์ประกอบกล่าวคือ

1) ระบบนิเวศที่ยั่งยืน อันได้แก่องค์ประกอบที่เป็นกายภาพและสิ่งแวดล้อม หรือที่ไม่มีชีวิต (abiotic components) ที่มีความสำคัญและสัมพันธ์กับองค์ประกอบที่เป็นชีวภาพ (biotic components) ในระบบนิเวศป่าไม้แต่ละแห่ง
2) เศรษฐกิจที่ยั่งยืน การจัดการป่าที่ตอบสนองต่อความเป็นอยู่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมีความมั่นคงในการดำรงชีวิต การมีปัจจัยจำเป็นต่อการดำรงชีพที่พอเพียง การมีอาหารที่เพียงพอ การมีรายได้เพียงพออันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี
3) สังคมและวัฒนธรรมที่ยั่งยืน การจัดการป่านั้นต้องสร้างระบบสังคมที่มั่นคง การมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคมนั้นๆ ในการจัดการป่าและรับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม และธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมท้องที่หลากหลาย

จากการประชุมโต๊ะกลมร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการและชุมชนในหัวข้อ การจัดการป่าที่ดีพิจารณากันอย่างไร? ในวันที่ 2 พฤกษาภาคม 2545 โดยการสนับสนุนโดยองค์การอาหารและยาแห่งสหประชาชาติ (เอฟ เอ โอ)ได้บทสรุปการจัดการทรัพยากรป่าไม้ว่า

“การจัดการทรัพยากรป่าไม้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีพลวัตร สังคมและทรัพยากรป่าไม้ก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่มีระบบการจัดการใดที่สมบูรณ์แบบ วิธีการที่จะชี้ว่าป่ายั่งยืนหรือไม่ก็คือ มีระบบติดตามร่วมกันเป็นระยะๆ เพื่อปรับรูปแบบการจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ช่วงเวลานั้น แต่อย่างไรก็ตามมีหลักการเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การจัดการป่าที่ยั่งยืนต้องยอมรับว่า คน คือ กุญแจ”

จากบทสรุปดังกล่าวจะพบว่าการจัดการป่านั้นต้องมีรูปแบบที่หลากหลายตามบริบททางกายภาพ ชีวภาพ และสังคม และจะต้องไม่หยุดนิ่งมีการปรับปรุงสม่ำเสมอเพื่อยกระดับการจัดการตลอดเวลาผ่านระบบติดตามร่วมกัน (Participatory Monitoring system) ทั้งเชิงชีวภาพ กายภาพ และทางสังคมเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ อาจกล่าวว่า การจัดการป่าร่วมเชิงพลวัต หรือ Adaptive Collaborative Management : ACM ซึ่งทางเลือกหนึ่งของการจัดการทรัพยากรในประเทศไทย โดยจากการประชุมดังกล่าวได้ระดมสมองหาบทสรุปว่า การจัดการป่าที่ดีนั้นควรมีลักษณะเป็นอย่างไร มีเกณฑ์กว้างอย่างไร ซึ่งมีบทสรุปดังนี้

1. มีผลผลิตและบริการอย่างต่อเนื่องและจรรโลงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
2. ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการอย่างแท้จริง (ระดับตัดสินใจร่วม)
3. การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
4. มีกฏ เกณฑ์ ข้อตกลงในการจัดการป่า (ป้องกัน ดูแล ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์)
5. มีระบบการจัดการ (แผนงาน การแบ่งงานที่ชัดเจน)
6. มีระบบติดตามร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

โดยในที่ประชุมสรุปเกณฑ์กว้างๆ ไว้ แต่เกณฑ์ ตัวชี้วัดเฉพาะของการจัดการป่าที่ยั่งยืน นั้นขึ้นอยู่กับสภาพแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นคำตอบจึงต้องแสวงหาเพิ่มเติมในระดับพื้นที่โดยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยชุมชนมีส่วนร่วม

ปรัชญาของระบบติดตามการจัดการป่าร่วมกัน (Functions)
ระบบติดตามมีหน้าที่ที่สำคัญ 3 ประการ

ประการที่ 1 ระบบติดตามการจัดการป่าร่วมกันเป็นกระบวนการที่เน้นการเรียนรู้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูล สื่อความเข้าใจแบบสองระหว่างชุมชนกับผู้ที่ส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในการจัดการป่าซึ่งจะพัฒนาสู่การจัดการป่าร่วมกันแบบพลวัต Adaptive Co- management (กระบวนการการได้มาซึ่งระบบนั้นสำคัญกว่าตัวระบบ)
ประการที่ 2 ระบบติดตามจะช่วยยกระดับการจัดการป่าอย่างมีระบบเป็นรูปธรรม พัฒนาเทคนิค วิธีการจัดการ ฟื้นฟู ดูแล ป้องกัน ใช้ประโยชน์ ทั้งระดับระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และระดับชนิดพันธุ์ที่สำคัญในท้องถิ่นนั้นให้ดีขึ้น ให้ผลผลิตและบริการสม่ำเสมอ
ประการที่ 3 ระบบติดตามเป็นเครื่องมือในการติดตามสถานภาพป่าร่วมกันของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และนำไปสู่การเกิดระบบ check and balance

ระบบติดตาม: คืออะไร สำคัญอย่างไร
เครื่องมือติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพป่า สภาพสังคม ร่วมกัน เพื่อปรับปรุงเทคนิควิธีการ รูปแบบ จัดการป่าให้เหมาะสมมีประสิทธิภาพทั้งทางด้านชีวภาพและทางสังคม ที่เอื้อต่อความมั่นคงของระบบนิเวศ และเกิดความเป็นธรรมในการแบ่งปันผลประโยชน์จากป่าในท้องถิ่น

เกณฑ์และตัวชี้วัดในระบบติดตามในการจัดการป่า
เกณฑ์ คือ ลักษณะที่บ่งบอกว่าการจัดการป่านั้นดี
ตัวชี้วัด คือ ตัวบ่งชี้ว่าป่านั้นมีการจัดการที่ดีตามเกณฑ์ ซึ่งต้องสามารถเก็บข้อมูล และวัดได้ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น (positive change) หรือ เลวลง (negative change) ซึ่งครอบคลุมทั้งทางกายภาพสิ่งแวดล้อม ชีวภาพและสังคม


คลิกเพื่อดูรูปขยาย

ตัวอย่างกรอบและประเด็นการพัฒนาระบบติดตามการจัดการป่าอย่างยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วม

มิติ/องค์ประกอบ
เกณฑ์ที่บ่งชี้ความยั่งยืน ตัวชี้วัด วิธีการศึกษา/การติดตาม
1.มิติทางระบบนิเวศ
1.1) ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม
ดิน
อากาศ
น้ำ/สายน้ำ/แม่น้ำ
การเกิดไฟป่า

1.2) ด้านชีวภาพ
ป่าไม้
สัตว์ป่า
ชนิดของป่าที่สำคัญ


     
2.มิติเศรษฐกิจ/ความเป็นอยู่
อาหารจากป่า
รายได้จากป่า
น้ำเพื่อการเกษตร
…………………
     
3.มิติทางสังคม วัฒนธรรม
การมีส่วนร่วมภายในชุมชน
ความสามัคคี
องค์กรชุมชน
เครือข่าย
การมีส่วนร่วมของหน่วยงานภายนอก
…….
     

หมายเหตุ การระดมและคัดเลือกเกณฑ์และตัวชี้วัดจะได้จากกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยผสมผสานเกณฑ์ ตัวชี้วัดระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น กับวิทยาศาสตร์

แนวทางการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการจัดการป่าร่วมกัน (CCSP-thailad process)


คลิกเพื่อดูรูปขยาย

ขอฝากจากเจ้าหน้าที่โครงการฯ :
สำหรับงานวิจัยของแผนงานสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย ช่วงแรกเสนอแนวคิดเรื่อง การพัฒนาระบบการติดตามการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วม ของคุณระวี ถาวร และโอกาสต่อไปจะนำเสนอเรื่อง การติดตามระบบนิเวศแต่ละกรณีพื้นที่ศึกษา เพื่อให้เห็นมิติความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีวิตตามบริบททางระบบนิเวศ สังคม วัฒนธรรม ที่หลากหลายต่อไป


ระวี ถาวร
แผนงานสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย ( Collaborative Country Support Program-Thailand)
ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTC)

ที่มา : เอกสารประกอบการฝึกอบรม กระบวนการสร้างความร่วมมือในการจัดการพื้นที่อนุรักษ์
วันที่ 9 สิงหาคม 2546 ณ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สุพรรณบุรี อ.ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี


 
<<กลับ
 
      
All rights And reserved by ThCCSP under RECOFTC : Web Design by Thailand Collaborative Country Support Program