การพัฒนาระบบการติดตามการจัดการทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วม
(Participatory Monitoring systems development for adaptive
co-management of Forest resources and Environment)
เกริ่นนำ
ทรัพยากรป่าไม้นั้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนหลายกลุ่ม
ที่มีวิถีการดำรงชีพตามบริบททางระบบนิเวศ สังคม วัฒนธรรม
ที่หลากหลาย ซึ่งมิติความสัมพันธ์ของกลุ่มคนต่างๆ กับป่านั้นมีความแตกต่างกัน
คนชนบทพึ่งพิงป่าเป็นแหล่งอาหารทั้งพืชผัก ของป่าต่างๆ
น้ำเพื่ออุปโภคและการเกษตร แหล่งเลี้ยงสัตว์ มีมิติจิตวิญญาณ
ประเพณีเกี่ยวกับธรรมชาติ ชุมชนเมืองต้องการจัดการป่าเพื่อมีน้ำใช้ผลิตน้ำประปา
ไฟฟ้า มีอากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย ท่องเที่ยวนันทนาการ ภาคราชการก็ต้องการรักษาพื้นที่ป่าที่ต้นทุนทรัพยากรของชาติไว้
จากความสัมพันธ์ที่หลากหลายและแตกต่างกันไปตามพื้นฐานการดำรงชีพและการพึ่งพิงป่าที่แตกต่างกัน
จึงเกิดความคาดหวัง ความต้องการ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ต่อการจัดการป่าที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์
การพึ่งพาป่าของตนเองกับป่า ซึ่งจะนำไปสู่แนวคิดการจัดการป่าที่แตกต่างกันด้วย
และแนวคิดที่แตกต่างเริ่มมีช่องว่างที่ห่างกันมากยิ่งขึ้นดังจะเห็นความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นในสภาวะทรัพยากรป่าไม้ที่มีจำกัดและลดลงเรื่อยๆ
ท่ามกลางกระแสพัฒนา จะทำอย่างไรให้กับประเด็นปัญหานี้มีทางเลือกของทางออกในการแก้ไข
หรือบรรเทาปัญหาลงได้ หรือไม่ อย่างไร จึงกลายเป็นประเด็นท้าทายผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความยังยืนและยุติธรรมในสังคมไทย
บทเรียนบางอย่าง
จากการทำงานที่ผ่านมาพบว่าการจัดการทรัพยากรป่าไม้เพียงองค์กรเดียวไม่ว่าโดยชุมชน
หรือภาครัฐ ทำให้เกิดความไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน ขาดระบบตรวจสอบและถ่วงดุล
(check and balance) เชิงอำนาจที่ชัดเจน และการจัดการป่าชุมชนที่ผ่านมาเน้นการจัดการเชิงสังคมมากกว่าเชิงชีวภาพที่ชัดเจนเป็น
เช่น การจุดประกายและขยายแนวคิดการจัดการแบบมีส่วนร่วม
โดยถือว่า องค์กรชุมชนเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนการจัดการป่า
โดยมีเจ้าหน้าที่ราชการสนับสนุนภายใต้ข้อจำกัดของกฏหมายขององค์กร
การจัดการป่าชุมชนที่ผ่านมานั้นมุ่งเน้นการสร้างองค์กร
สร้างแผนการจัดการป่าที่ยังเป็นแผนกิจกรรมที่เน้นหนักการดูแลป้องกันทั้งผืน
(การสงวนเก็บไว้) แต่การจัดการใช้ประโยชน์ทางด้านชีวภาพนั้นจะพบเพียงของป่าบางชนิด
ทั้งนี้มีปัจจัยข้อจำกัดด้านกฏหมายที่ไม่เอื้อต่อการจัดการเชิงชีวภาพ
ผนวกกับกระแสอนุรักษ์เขียวเข้มที่มองการใช้ป่าคือ สิ่งเลวร้าย
ทำให้ระบบนิเวศได้รับผลกระทบกระเทือน กลายเป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างมากในสังคมโดยเฉพาะสังคมเมืองที่ห่างไกลป่าแต่ใกล้ชิดกับกระแสโลก
มองความสัมพันธ์ตนเองกับป่าแบบตรงๆ อาจจะไม่ชัดเจนออกนอกจากน้ำประปา
ไฟฟ้า และที่พักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด อีกทั้งการมีขาดข้อมูลที่จะบ่งชี้และรับประกัน
ยืนยันความยั่งยืนของระบบนิเวศ ส่งผลให้ขาดซึ่งความไว้ใจของคนภายนอกทั้งภาครัฐ
ภาคเอกชน ชุมชนเมือง ก็เป็นข้อจำกัดในการจัดการป่าเชิงชีวภาพ
คนชนบทที่ยากจนและพึ่งพิงป่าก็มักถูกคาดหวังและเรียกร้องจากสังคมว่าต้องมีจิตสำนึกในการรักษาป่า
ดูแล ป้องกัน ลาดตระเวนตรวจตราป้องกันการทำลายป่าจากกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ซึ่งมักมีอิทธิพล
รวมทั้งการป้องกันและดับไฟป่า การจัดการป่าเชิงชีวภาพนั้นมีนัยความสำคัญมากกว่านั้น
นอกจากแบ่งพื้นที่จัดการ (management unit) ว่าเป็นป่าต้นน้ำ
ป่าใช้สอย ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ผ่านมาก็จะเป็นป่าอนุรักษ์แบบเก็บไว้เกือบทั้งหมดที่ห้ามการใช้ประโยชน์
การพัฒนากรอบแนวคิดการจัดการป่าจากแบบเดิมที่เน้นเก็บสงวนไว้
แต่ที่จริงป่านั้นเป็นระบบมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การใช้ป่าอย่างมีระบบภายใต้ผลผลิตที่เพิ่มพูนต่อปี
ป่าก็ยังคงมีต้นทุน หรือ สต๊อกเท่าเดิม ป่านั้นมีกลไก
ศักยภาพ และความสามารถที่จะปรับตัวสู่สมดุลหากได้รับการกระทบทั้งจากภัยธรรมชาติ
และจากมนุษย์ ดังนั้นการใช้ป่าในขอบเขตที่ช่วงที่ฟื้นฟู
ปรับตัวได้โดยตามธรรมชาติ (Zone of Recovery) มิใช่เรื่องเสียหายมากมาย
แต่ปัจจุบันนั้น การเก็บหาของป่า การใช้ไม้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อ่อนไหวในสังคมที่กระแสการอนุรักษ์เขียวเข้มเป็นสาธารณะหลัก
เราคงหวังให้ชาวบ้านชนบทที่พึ่งพิงป่าสูงมีวิถีบริโภคเหมือนคนเมืองที่ทำงานมีเงินเดือนที่ฝากท้องกับห้างสรรพสินค้าข้ามชาติ
หลายครั้งที่ชนส่วนน้อยชายขอบต้องเสียสละและปรับตัว
จากการสร้างความเชื่อใจของคนทุกฝ่ายโดยพยายามสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่จะรับรอง
หลักประกัน หรือมาตราฐานว่าการจัดการป่า มีระบบติดตามร่วมกันในการใช้ประโยชน์นั้นไม่ทำลายระบบนิเวศป่าไม้และสิ่งแวดล้อมโดยที่ยังให้ผลผลิต
บริการแก่สังคมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ภายใต้สิ่งแวดล้อม
การสื่อสารที่เชื่อมโยงอธิบายองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเชิงวิทยาศาสตร์
ทำให้เกิดการสื่อสารสองทางสร้างความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกัน
ชาวบ้านที่ยากจนยังคงพอมีสิทธ์ในการใช้ป่าเพื่อการยังชีพบ้าง
รวมทั้งธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง ป่ายังคงทำหน้าที่ทางด้านสิ่งแวดล้อมตอบสนองคนเมือง
เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันของทุกภาคส่วน
ดังนั้นการพัฒนาระบบติดตามการจัดการป่าร่วมกันน่าจะเป็นพัฒนาเครื่องมือที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
พร้อมทั้งยกระดับการจัดการป่าในเชิงชีวภาพให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ติดตามตรวจสอบได้ตลอดเวลา
และมีระบบถ่วงดุลในการจัดการเชิงอำนาจและสิทธิในการจัดการป่าโดยการยอมรับของทุกฝ่าย
ซึ่งจะเป็นแนวทางการในการพัฒนาการจัดการป่าร่วมแบบพหุภาค
(co-management) ซึ่งน่าจะเป็นทางออกของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย
แนวโน้มการจัดการป่า
ภาพเก่าๆ ของการจัดการป่าในอดีตที่มุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจหลักเพื่อพัฒนาประเทศตามแบบทุนนิยมนั้นจะเลือนลางจางไป
จะปรับเปลี่ยนสู่การจัดการที่ตอบสนองต่อการพัฒนาความเป็นอยู่
ปากท้องของคนท้องถิ่น ในระดับรากหญ้ามากขึ้น มองการจัดการป่ามากกว่าท่อนซุง
เนื้อไม้ ให้ความสำคัญกับผลผลิตที่หลากหลายตอบสนองต่อกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกส่วน
การจัดการเชิงอำนาจที่ปรับเปลี่ยนจากเชิงเดี่ยวเป็นแบบพหุภาคี
การจัดการป่าที่ยั่งยืน:
นิยาม และลักษณะ
ITTO (1998) ได้นิยาม การจัดการป่าอย่างยั่งยืน คือ กระบวนการของการจัดการป่า
เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดการที่กำหนดไว้โดยคำนึงถึงการผลิตต่อเนื่องทั้งผลผลิตและบริการจากป่าโดยปราศจากการลดคุณค่าที่มีอยู่แลผลผลิตที่จะได้รับในอนาคต
อีกทั่งปราศจากผลกระทบที่มองไม่เห็นทั้งทางสิ่งแวดล้อมกายภาพและสังคม
การจัดการป่าที่ยั่งยืนมีองค์ประกอบที่สำคัญ
3 องค์ประกอบกล่าวคือ
1) ระบบนิเวศที่ยั่งยืน อันได้แก่องค์ประกอบที่เป็นกายภาพและสิ่งแวดล้อม
หรือที่ไม่มีชีวิต (abiotic components) ที่มีความสำคัญและสัมพันธ์กับองค์ประกอบที่เป็นชีวภาพ
(biotic components) ในระบบนิเวศป่าไม้แต่ละแห่ง
2) เศรษฐกิจที่ยั่งยืน การจัดการป่าที่ตอบสนองต่อความเป็นอยู่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมีความมั่นคงในการดำรงชีวิต
การมีปัจจัยจำเป็นต่อการดำรงชีพที่พอเพียง การมีอาหารที่เพียงพอ
การมีรายได้เพียงพออันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี
3) สังคมและวัฒนธรรมที่ยั่งยืน การจัดการป่านั้นต้องสร้างระบบสังคมที่มั่นคง
การมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคมนั้นๆ
ในการจัดการป่าและรับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม และธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมท้องที่หลากหลาย
จากการประชุมโต๊ะกลมร่วมกันทั้งภาครัฐ
ภาคเอกชน สถาบันวิชาการและชุมชนในหัวข้อ การจัดการป่าที่ดีพิจารณากันอย่างไร?
ในวันที่ 2 พฤกษาภาคม 2545 โดยการสนับสนุนโดยองค์การอาหารและยาแห่งสหประชาชาติ
(เอฟ เอ โอ)ได้บทสรุปการจัดการทรัพยากรป่าไม้ว่า
การจัดการทรัพยากรป่าไม้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีพลวัตร
สังคมและทรัพยากรป่าไม้ก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่มีระบบการจัดการใดที่สมบูรณ์แบบ
วิธีการที่จะชี้ว่าป่ายั่งยืนหรือไม่ก็คือ มีระบบติดตามร่วมกันเป็นระยะๆ
เพื่อปรับรูปแบบการจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ช่วงเวลานั้น
แต่อย่างไรก็ตามมีหลักการเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การจัดการป่าที่ยั่งยืนต้องยอมรับว่า
คน คือ กุญแจ
จากบทสรุปดังกล่าวจะพบว่าการจัดการป่านั้นต้องมีรูปแบบที่หลากหลายตามบริบททางกายภาพ
ชีวภาพ และสังคม และจะต้องไม่หยุดนิ่งมีการปรับปรุงสม่ำเสมอเพื่อยกระดับการจัดการตลอดเวลาผ่านระบบติดตามร่วมกัน
(Participatory Monitoring system) ทั้งเชิงชีวภาพ กายภาพ
และทางสังคมเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ อาจกล่าวว่า การจัดการป่าร่วมเชิงพลวัต
หรือ Adaptive Collaborative Management : ACM ซึ่งทางเลือกหนึ่งของการจัดการทรัพยากรในประเทศไทย
โดยจากการประชุมดังกล่าวได้ระดมสมองหาบทสรุปว่า การจัดการป่าที่ดีนั้นควรมีลักษณะเป็นอย่างไร
มีเกณฑ์กว้างอย่างไร ซึ่งมีบทสรุปดังนี้
1. มีผลผลิตและบริการอย่างต่อเนื่องและจรรโลงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
2. ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการอย่างแท้จริง (ระดับตัดสินใจร่วม)
3. การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
4. มีกฏ เกณฑ์ ข้อตกลงในการจัดการป่า (ป้องกัน ดูแล ฟื้นฟู
และใช้ประโยชน์)
5. มีระบบการจัดการ (แผนงาน การแบ่งงานที่ชัดเจน)
6. มีระบบติดตามร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ
โดยในที่ประชุมสรุปเกณฑ์กว้างๆ ไว้ แต่เกณฑ์
ตัวชี้วัดเฉพาะของการจัดการป่าที่ยั่งยืน นั้นขึ้นอยู่กับสภาพแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน
ดังนั้นคำตอบจึงต้องแสวงหาเพิ่มเติมในระดับพื้นที่โดยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยชุมชนมีส่วนร่วม
ปรัชญาของระบบติดตามการจัดการป่าร่วมกัน
(Functions)
ระบบติดตามมีหน้าที่ที่สำคัญ 3 ประการ
ประการที่ 1 ระบบติดตามการจัดการป่าร่วมกันเป็นกระบวนการที่เน้นการเรียนรู้ร่วมกัน
การแลกเปลี่ยนข้อมูล สื่อความเข้าใจแบบสองระหว่างชุมชนกับผู้ที่ส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ
ในการจัดการป่าซึ่งจะพัฒนาสู่การจัดการป่าร่วมกันแบบพลวัต
Adaptive Co- management (กระบวนการการได้มาซึ่งระบบนั้นสำคัญกว่าตัวระบบ)
ประการที่ 2 ระบบติดตามจะช่วยยกระดับการจัดการป่าอย่างมีระบบเป็นรูปธรรม
พัฒนาเทคนิค วิธีการจัดการ ฟื้นฟู ดูแล ป้องกัน ใช้ประโยชน์
ทั้งระดับระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และระดับชนิดพันธุ์ที่สำคัญในท้องถิ่นนั้นให้ดีขึ้น
ให้ผลผลิตและบริการสม่ำเสมอ
ประการที่ 3 ระบบติดตามเป็นเครื่องมือในการติดตามสถานภาพป่าร่วมกันของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
และนำไปสู่การเกิดระบบ check and balance
ระบบติดตาม:
คืออะไร สำคัญอย่างไร
เครื่องมือติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพป่า สภาพสังคม ร่วมกัน
เพื่อปรับปรุงเทคนิควิธีการ รูปแบบ จัดการป่าให้เหมาะสมมีประสิทธิภาพทั้งทางด้านชีวภาพและทางสังคม
ที่เอื้อต่อความมั่นคงของระบบนิเวศ และเกิดความเป็นธรรมในการแบ่งปันผลประโยชน์จากป่าในท้องถิ่น
เกณฑ์และตัวชี้วัดในระบบติดตามในการจัดการป่า
เกณฑ์ คือ ลักษณะที่บ่งบอกว่าการจัดการป่านั้นดี
ตัวชี้วัด คือ ตัวบ่งชี้ว่าป่านั้นมีการจัดการที่ดีตามเกณฑ์
ซึ่งต้องสามารถเก็บข้อมูล และวัดได้ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
(positive change) หรือ เลวลง (negative change) ซึ่งครอบคลุมทั้งทางกายภาพสิ่งแวดล้อม
ชีวภาพและสังคม
คลิกเพื่อดูรูปขยาย
ตัวอย่างกรอบและประเด็นการพัฒนาระบบติดตามการจัดการป่าอย่างยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วม
มิติ/องค์ประกอบ
|
เกณฑ์ที่บ่งชี้ความยั่งยืน
|
ตัวชี้วัด |
วิธีการศึกษา/การติดตาม |
1.มิติทางระบบนิเวศ
1.1) ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม
ดิน
อากาศ
น้ำ/สายน้ำ/แม่น้ำ
การเกิดไฟป่า
1.2) ด้านชีวภาพ
ป่าไม้
สัตว์ป่า
ชนิดของป่าที่สำคัญ
|
|
|
|
2.มิติเศรษฐกิจ/ความเป็นอยู่
อาหารจากป่า
รายได้จากป่า
น้ำเพื่อการเกษตร
|
|
|
|
3.มิติทางสังคม วัฒนธรรม
การมีส่วนร่วมภายในชุมชน
ความสามัคคี
องค์กรชุมชน
เครือข่าย
การมีส่วนร่วมของหน่วยงานภายนอก
. |
|
|
|
หมายเหตุ
การระดมและคัดเลือกเกณฑ์และตัวชี้วัดจะได้จากกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
โดยผสมผสานเกณฑ์ ตัวชี้วัดระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น กับวิทยาศาสตร์
แนวทางการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการจัดการป่าร่วมกัน
(CCSP-thailad process)

คลิกเพื่อดูรูปขยาย
ขอฝากจากเจ้าหน้าที่โครงการฯ
:
สำหรับงานวิจัยของแผนงานสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย
ช่วงแรกเสนอแนวคิดเรื่อง การพัฒนาระบบการติดตามการจัดการทรัพยากรป่าไม้
และสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วม ของคุณระวี ถาวร และโอกาสต่อไปจะนำเสนอเรื่อง
การติดตามระบบนิเวศแต่ละกรณีพื้นที่ศึกษา เพื่อให้เห็นมิติความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีวิตตามบริบททางระบบนิเวศ
สังคม วัฒนธรรม ที่หลากหลายต่อไป
ระวี ถาวร
แผนงานสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย ( Collaborative
Country Support Program-Thailand)
ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (RECOFTC)
ที่มา : เอกสารประกอบการฝึกอบรม
กระบวนการสร้างความร่วมมือในการจัดการพื้นที่อนุรักษ์
วันที่ 9 สิงหาคม 2546 ณ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สุพรรณบุรี
อ.ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี
|