การติดตามการใช้ประโยชน์ไม้และไผ่อย่างยั่งยืน?
กรณีศึกษาป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำ
ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
1. บทนำ
กระบวนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบป่าชุมชนในทั่วทุกภาคของประเทศนั้น
ถือเป็นกระบวนการจัดการที่มีความสำคัญในการที่ให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทหลักร่วมกับภาครัฐในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ป่าซึ่งชุมชนอาศัยประโยชน์โดยทางตรงและทางอ้อม
นอกจากนี้ยังเป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนได้เรียนรู้ถึงกระบวนการแก้ปัญหา
การสร้างกลุ่มองค์กร และการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณีที่เชื่อมโยงถึงการจัดการป่าและทรัพยากรอย่างยั่งยืนด้วย
อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการป่ายังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนซึ่งจัดการป่าในพื้นที่อนุรักษ์
นอกจากข้อจำกัดหลักทางกฎหมายซึ่งเป็นอุปสรรคหลักต่อการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนแล้ว
สถานการณ์เกี่ยวกับความไม่เชื่อใจซึ่งกันและกันนั้นยังคงมีอยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในและติดเขตป่าอนุรักษ์
สำหรับรูปแบบการจัดการป่าของชุมชนนั้นยังพบว่าที่ผ่านมาชุมชนเน้นการจัดการป่าในเชิงสังคมมากกว่าเชิงชีวภาพที่ชัดเจนเนื่องจากปัจจัยทางกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการจัดการเชิงชีวภาพ
และการขาดข้อมูลประกอบการตัดสินใจจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรจากป่าอย่างยั่งยืน
กระแสอนุรักษ์ที่มองว่าการใช้ประโยชน์จากป่าจะมีผลทำให้ระบบนิเวศได้รับความกระทบกระเทือน
หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์อย่างของชุมชนที่ดูแลจัดการป่าว่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนหรือไม่อย่างไร
ซึ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่ขาดข้อมูลบ่งชี้และรับประกันความยั่งยืนของพรรณพืชที่ชุมชนใช้ประโยชน์ความยั่งยืนของระบบนิเวศ
เพื่อสร้างความมั่นใจต่อกลุ่มคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลายๆ
ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ในกระบวนการจัดการป่าโดยชุมชนนั้นจึงจำเป็นต้องมีระบบในการติดตามร่วมกัน
เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการจัดการป่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในการจัดการเชิงชีวภาพ
และยังจะเป็นกระบวนการที่สร้างให้เกิดความเชื่อใจซึ่งกันและกันระหว่างองค์กร
หน่วยงาน และภายในชุมชนเองอีกด้วย
การพัฒนาระบบติดตามการจัดการป่านั้นควรเป็นระบบที่ชุมชนสามารถดำเนินการร่วมได้
เป็นกระบวนการที่ผสานและเชื่อมโยงภูมิปัญญาของชุมชนเข้ากับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เนื่องจากผู้ที่จะเป็นผู้ใช้ข้อมูลหลัก คือ ชุมชนเอง กรณีศึกษานี้เป็นประสบการณ์ของชุมชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงในจังหวัดสุพรรณบุรี
และเป็นตัวอย่างความพยายามพัฒนาระบบติดตามการจัดการป่าที่ชุมชนมีส่วนร่วม
และยังเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทีมศึกษา และองค์กรจากภายนอก
รวมทั้งสมาชิกในชุมชนทั้งในด้านกระบวนการติดตาม และการใช้ข้อมูลจากการติดตามเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการป่าให้ดีขึ้น
2. บริบทชุมชน
ชุมชนห้วยหินดำ เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานชุมชนมาเป็นเวลามากกว่า
200 ปี ชาวบ้านห้วยหินดำเรียกตัวเองว่า เผล่อว ซึ่งหมายถึงชาวกะเหรี่ยงโปว์
กลุ่มชนเผ่ากลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในประเทศไทย ปัจจุบันบ้านห้วยหินดำตั้งอยู่หมู่ที่
6ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เดิมมีกลุ่มบ้านย่อยๆ
3 กลุ่มบ้าน ประกอบด้วยกลุ่มบ้านที่เป็นชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมและกลุ่มบ้านของคนไทยพื้นราบที่เข้ามาอาศัยในพื้นที่ภายหลัง
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมาชุมชนแยกหมู่บ้านออกเป็น
2 หมู่ คือหมู่ 6 เดิม และหมู่ 9 บ้านม่องแป การแยกหมู่ครั้งนี้ทำให้การบริหารจัดการของกลุ่มชาวบ้านกะเหรี่ยงดั้งเดิมและกลุ่มคนไทยที่เข้ามาอยู่ใหม่มีความชัดเจนมากขึ้น
ปัจจุบันจึงมีประชากร 433 คน และจำนวน 85 ครัวเรือน แบ่งเป็นกลุ่มบ้านห้วยขนุนซึ่งเป็นกลุ่มคนไทยที่ตั้งชุมชนภายหลังจำนวน
35 ครัวเรือน ชาย 95 คน หญิง 91 คน และกลุ่มบ้านคนกะเหรี่ยงดั้งเดิมจำนวน
50 ครัวเรือน เป็นชาย 128 คน หญิง 119 คน โดยกลุ่มบ้านที่มีบทบาทหลักในการจัดการป่าชุมชนปัจจุบัน
คือ กลุ่มบ้านของชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิม
ลักษณะทางกายภาพของชุมชนเป็นพื้นที่เขา
มีที่ราบน้อย ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบระหว่างหุบเขา
มีลำห้วย ที่คองทา หรือ ห้วยต้นกุ่ม ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าลำห้วยหินดำไหลผ่าน
ที่ตั้งชุมชนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาองค์พระ-เขาพุระกำ-เขาห้วยพลู
ซึ่งเป็นบริเวณรอยต่อของอำเภอด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี กับ
อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี และ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี พื้นที่ป่าเชื่อมต่อกับป่าห้วยขาแข้งและเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตก
ป่าผืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 6
จังหวัดในภาคตะวันตก ปัจจุบันพื้นที่ทำกินบางส่วนโดยเฉพาะพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของชุมชน
ถูกผนวกเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย (ประมาณ 1,200
ไร่) ซึ่งประกาศขึ้นอย่างเป็นทางการในปลายปี พ.ศ. 2541


3. ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน
กับ ป่า
ในอดีตชุมชนกะเหรี่ยงบ้านห้วยหินดำยังชีพโดยการทำไร่หมุนเวียนและการเก็บหาพืชอาหารและล่าสัตว์ป่าจากพื้นที่ป่าใกล้ชุมชน
วัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนมีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับฐานทรัพยากรโดยรอบ
ปัจจุบันถึงแม้สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชนรวมไปถึงฐานทางทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่อย่างมากก็ตาม
แต่ชุมชนได้พยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ในสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยในขณะเดียวกันยังพยายามรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนพึ่งพิงป่า
สิ่งเหล่านี้ได้แก่ การดำรงไว้ซึ่งรูปแบบการทำไร่หมุนเวียนแบบยังชีพ
และการจัดการป่าชุมชนโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่ป่าที่ชุมชนใช้สอยเก็บหาพืชอาหารที่สำคัญและไม้ในการซ่อมแซมบ้านเรือน
ภายใต้ข้อตกลงที่ชุมชนมีร่วมกันโดยอิงพื้นฐานทางประเพณีวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ยังคงทำไร่หมุนเวียนแบบยังชีพ
โดยทำไร่หมุนเวียนบริเวณสองข้างลำห้วยสายหลักคือห้วยขนุนและห้วยหินดำ
โดยรอบการหมุนเวียนจะอยู่ระหว่าง 3-5 ปี พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนทั้งหมดถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของคนทั้งชุมชนไม่ได้อยู่ในการครอบครองของคนใดคนหนึ่ง
นอกจากไร่หมุนเวียนชุมชนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นรายได้
บางส่วนเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ โดยการส่งเสริมของโครงการพัฒนาระบบนิเวศเกษตรและอนุรักษ์พันธุ์พืช
องค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ นอกจากนี้มีการรวมกลุ่มแม่บ้านเพื่อทำอาชีพทอผ้าย้อมสีธรรมชาติเป็นรายได้เสริม
และช่วงที่ว่างจากการทำไร่ชาวบ้านบางส่วนจะทำงานรับจ้างในไร่ข้าวโพดทั้งของคนในชุมชนด้วยกันเองและของคนนอกชุมชน
ป่านอกจากจะเป็นแหล่งใช้สอยประโยชน์ทั้งทางตรง
และทางอ้อมแก่ชุมชนแล้ว ป่ายังมีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับชุมชนกะเหรี่ยง
ดังจะเห็นได้จากประเพณีที่แสดงถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
ที่ช่วยดูแลรักษาดิน น้ำ ป่า การดูแลจัดการป่าของชุมชนถือเป็นการดำรงไว้ซึ่งฐานทางวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของชุมชนให้ยาวนานด้วยเช่นกัน
ชุมชนมีองค์ความรู้ในการจัดแบ่งประเภทป่า เช่น เบย์เผ่อ
ป่าดิบแล้ง, เม่ย์หละก่า ป่าเบญจพรรณ รวมทั้งจะแบ่งประเภทของป่าตามชนิดไผ่ที่พบด้วย
ได้แก่ ว๊าบองกล่า คือป่าที่มีไผ่รวกขึ้นอยู่มาก ว๊าหมิกล่า
มีไผ่นวล ว๊าชู๊กล่า มีไม้ไผ่หนาม ว๊ากะกล่า มีพวกไผ่ผาก
ซึ่งว๊าบองกล่าและว๊าหมี่กล่ามักจะพบในที่สูง แต่ว๊าชูกล่า
และว๊ากะกล่ามักจะพบกระจายอยู่ใกล้น้ำ
ดังที่กล่าวตามการแบ่งป่าของชุมชน ป่าห้วยหินดำเป็นป่าเบญจพรรณผสมดิบแล้ง
พรรณพืชเด่นคือไผ่ชนิดต่างๆ เช่น ไผ่นวล ไผ่หนาม พบขึ้นอยู่ในบริเวณใกล้ชุมชนและทั่วไปในบริเวณป่าใช้สอย
ไผ่รวก พบขึ้นเป็นหย่อมๆ บนสันเขา ไผ่ผาก และไผ่ตง พบขึ้นทั่วไปบริเวณป่าชุมชนอนุรักษ์ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความชื้นมากกว่า
ต้นไม้ซึ่งขึ้นกระจายทั่วไปในป่า คือ เปล้า ขี้อ้าย ฝาง
ประดู่ คูณ แดง เสลา แคป่า สวอง ยางดง มะค่าโมง เป็นต้น
พรรณพืชหลักที่ชุมชนห้วยหินดำใช้สอยประโยชน์จากป่า คือ
ไม้ และ ลำไม้ไผ่เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน ที่พักในไร่ และที่สำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและข้าว
นอกจากนี้คือหน่อไม้ โดยเฉพาะ หน่อไม้ไผ่นวล และหน่อไม้ไผ่หนาม
พรรณพืชเหล่านี้มีความสำคัญกับแทบทุกครัวเรือนในชุมชน
นอกจากพืชหลักดังกล่าวแล้วชุมชนยังเก็บหาพืชสมุนไพร เช่น
รางจืด สบู่เลือด บอระเพ็ด และพืชอาหารอื่นๆ อีกหลายชนิด
เช่น ผักหวาน ผักหนาม บุก พลุโพล่ง กระทือ ผักหวาน ผักกูด
และเห็ด เช่น เห็ดขอน เห็ดไผ่ เป็นต้น
ป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าน้อยใหญ่
ซึ่งก่อนสัมปทานนั้นพบว่าเป็นแหล่งที่มีช้างป่าอยู่ชุกชุม
แต่เนื่องจากการล่าสัตว์ที่มีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาทำให้ช้างโดนล่าหมดไป
โดยมีบันทึกไว้ว่าช้างป่าตัวสุดท้ายถูกโค่นล้มโดยคนของบริษัทสัมปทานในปี
พ.ศ. 2529 ปัจจุบันจากการดูแลรักษาป่าโดยมีมาตรการในการป้องกันการตัดไม้ในเขตต้นน้ำ
(ป่าเพื่อการอนุรักษ์) ทำให้สัตว์ป่าใหญ่หลายชนิดที่เคยหลบหนีเสียงรบกวนของเครื่องจักรกล
รวมทั้งพรานล่าสัตว์ในสมัยสัมปทาน กลับเข้ามาอาศัยในบริเวณป่าต้นน้ำของชุมชนมากขึ้น
เช่น เสือโคร่ง สมเสร็จ วัวแดง หมีควาย นกกก ชะนี เก้ง
กวาง ส่วนสัตว์ที่พบอยู่อย่างชุกชุม คือ หมูป่า อ้น เม่น
ตะกวด และนกหลากหลายชนิด คนในชุมชนล่าสัตว์เล็กๆ เหล่านี้เพื่อเป็นอาหารตามโอกาส
ประเด็นที่ยังมีความท้าทายเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชนห้วยหินดำ
คือ การสร้างความร่วมมือกับคนไทยข้างเคียงซึ่งมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเพื่อให้ร่วมจัดการและให้เกิดการใช้ประโยชน์ไผ่
และไม้ใช้สอยอย่างยั่งยืน รวมทั้งการสร้างหลักประกันในระยะยาวเกี่ยวกับพื้นที่ทำกินในเขตอุทยานฯ
ประเด็นสุดท้ายคือการสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาสืบทอดเจตนารมย์ในการอนุรักษ์ของชุมชนให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
4. พัฒนาการการจัดการป่า
4.1 การจัดการป่าแบบดั้งเดิมบนฐานวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาท้องถิ่น
ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงมีพื้นฐานจารีตประเพณี วิถีชีวิตที่มีความผูกพันกับทรัพยากรดิน
น้ำ ป่า อย่างแน่นแฟ้น เห็นได้จากประเพณีที่แสดงถึงการสำนึกในบุญคุณของสิ่งศักดิ์สิทธิ์
(โซว่ทะรุย ผู้ดูแลรักษาพื้นดิน, โพ่โตกุ๊ ผู้ดูแลรักษาผืนน้ำ,
รุกขจือ ผู้ดูแลคุ้มครองต้นไม้, แม่โพสพ ผู้ดูแลต้นข้าว
เป็นต้น) ที่ช่วยปกป้องและรักษาทรัพยากรเหล่านั้น เช่น
ประเพณีการทำสะพาน-ค้ำต้นไทร ที่ยังถือปฏิบัติกันอยู่ทุกเดือน
6 ประเพณีการทำบุญข้าวใหม่หรือการบูชาแม่โพสพในเดือน 3
นอกจากนี้ยังมีคำสอนและความเชื่อที่ถ่ายทอดต่อๆ กันมาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรจากป่า
เช่น การไม่ตัดต้นไม้และทำไร่บริเวณตาน้ำและบริเวณที่เป็นสบห้วยเพราะมีความเชื่อว่าผีดุ
การไม่ตัดต้นไม้ที่กำหนดไว้ว่าเป็นไม้ตระกูลสูงเพราะเมื่อนำไม้ตระกูลสูงมาสร้างบ้านจะอยู่ไม่เป็นสุข
การไม่ล่าสัตว์ป่าบางชนิด เช่น นกเงือก สมเสร็จ เพราะจะประสบกับความโชคร้าย
เป็นต้น ชุมชนยังมีระบบในการจำแนกพื้นที่ป่าแบบดั้งเดิมตามลักษณะการใช้ประโยชน์เป็น
6 ประเภทหลัก ได้แก่
1) ป่าต้นน้ำ (ที่คี่) เป็นพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงชัน
อยู่ห่างชุมชน และเชื่อมต่อกับผืนป่าอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้งขึ้นผสมป่าเบญจพรรณ
มีพืชจำพวกไผ่ผากขึ้นสลับกับไม้นวล และมีไผ่บงขึ้นอยู่ชายเขา
ริมห้วยมีตาว ตะคร้ำ ไทร ประดู่น้ำ เป็นต้น ชาวบ้านอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งต้นน้ำและเป็นพื้นที่หากิน
เช่น กระรอก กระแต รวมทั้งเก็บของป่าเล็กน้อย เช่น เห็ด
หวาย และสมุนไพร
2) ป่าต้นน้ำบริเวณยอดห้วย (ที่คี่ขวาจุ)
เป็นป่าต้นน้ำบริเวณยอดห้วย เป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำซับของลำห้วยสายต่างๆ
ส่วนใหญ่อยู่บริเวณสันเขา ยอดเขา สภาพทั่วไปและการใช้ประโยชน์คล้ายกับป่าต้นน้ำ
3) พื้นที่หากินและใช้สอยทั่วไป (ฉื่อลองอองเข่อออง)
เป็นพื้นที่ป่าตามเขาสูงชันและริมลำห้วย บริเวณลำห้วยมีไผ่ตงขึ้นเป็นหย่อมๆ
สลับกับไผ่ผากบนพื้นที่สูงชัน ชาวบ้านใช้ประโยชน์พื้นที่ในการเก็บหาของป่าเพื่อการใช้สอยทั่วไป
ได้แก่ เห็ด สมุนไพร หน่อไม้ เป็นต้น
4) พื้นที่ใช้สอยไม้ (ฉื่อลองไช้เซ้ยไช้ว้า)
เป็นป่าบริเวณรอบๆ พื้นที่ทำกิน ใช้ประโยชน์ในการนำไผ่และไม้ยืนต้นมาซ่อมแซมบ้านเรือน
เก็บหาไม้ฟืนและเก็บหาของป่าบางชนิด
5) พื้นที่ทำกิน (ฉื่อลองหม่าออง) เป็นพื้นที่ไร่
รวมทั้งไร่ซาก (พื้นที่ที่ทิ้งไว้เพื่อให้ดินฟื้นตัวสมบูรณ์ขึ้น
จากนั้นจึงหมุนเวียนกลับมาทำไร่อีกครั้ง) อายุไร่ซากประมาณ
3-5 ปี สลับกับไร่ปีปัจจุบัน สภาพพื้นที่เป็นเนินเขาสูงบ้างต่ำบ้าง
พื้นที่ทำกินหลักๆ มักอยู่สองข้างลำห้วยที่สำคัญ เป็นป่าเบญจพรรณ
นอกจากทำการเกษตรแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำหรับเก็บหาหน่อไม้
สมุนไพร เห็ด ผักป่า รวมทั้งสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ล่าเป็นอาหารได้
6) ป่าช้า (สว้าคู้) เป็นพื้นที่ที่ใช้ในการทำพิธีกรรม
การใช้ประโยชน์จึงมีไม่ค่อยมาก
ระบบการจัดการป่าแบบดั้งเดิมถือเป็นระบบการจัดการที่ชุมชนยึดถือมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน
สิ่งเหล่านี้ทำให้พื้นที่ป่าที่มีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ยังสามารถคงความเป็นธรรมชาติที่สมดุลย์อยู่ได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
4.2 การปรับตัวสู่การจัดการแบบใหม่
การเกิดระบบการจัดการป่าที่มีการปรับรูปแบบมีกลุ่มองค์กรและกฎระเบียบที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนขึ้นโดยขณะเดียวกันยังผสมผสานกับรูปแบบการจัดการป่าดั้งเดิม
แล้วใช้คำเรียกว่าป่าชุมชนนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากความเดือดร้อนซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการสัมปทานป่าระหว่างปี
พ.ศ. 2517 2532 ซึ่งรัฐได้อนุญาตให้บริษัทสุพรรณบุรีทำไม้เข้าทำการตัดฟันและชักลากไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติองค์พระ
ฯ เป็นพื้นที่ 810 ตารางกิโลเมตร ระยะเวลาสัมปทาน 20 ปี
การสัมปทานไม้ได้เริ่มเข้ามาถึงพื้นที่ป่าในบริเวณบ้านห้วยหินดำในปี
พ.ศ. 2528 แล้วจึงเคลื่อนเข้าสู่เขตหมู่บ้านอื่นๆ คือ
บ้านกล้วย องค์พระ ตะเพินคี่ การทำไม้ครอบคลุมพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนและพื้นที่ป่าใช้สอยทั้งหมดของชุมชน
เพียงเวลาไม่กี่ปีได้เกิดผลกระทบจากการสัมปทานขึ้นต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนหลายด้านด้วยกัน
อาทิ น้ำในลำห้วยตื้นเขินและขุ่นข้นไปด้วยตะกอนดิน ตาน้ำในป่าแห้ง
และลำห้วยสายหลักแห้งในหน้าแล้ง พืชผักและอาหารจากป่าหายากขึ้น
เกิดไฟไหม้ป่าอย่างรุนแรงและลามเข้ามาในชุมชน ผลผลิตจากไร่หมุนเวียนลดลง
ที่สำคัญ ใน พ.ศ. 2530 ชุมชนต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินให้กับการเช่าพื้นที่ปลูกสร้างสวนป่าไม้โตเร็วโดยเจ้าของบริษัทสัมปทานโดยการขอเช่าพื้นที่จากกรมป่าไม้เป็นพื้นที่กว่าหมื่นไร่
นอกจากนี้ยุคหลังสัมปทานยังเกิดการแย่งชิงทรัพยากรอย่างหนักในพื้นที่
ทั้งการลักลอบตัดไม้ การเก็บหาหน่อไม้อย่างล้างผลาญ เหล่านี้เองจึงเป็นเหตุจูงใจให้ชุมชนต้องรวมตัวเพื่อปรับแนวทางการจัดการที่สามารถตอบสนองต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น
ชุมชนเริ่มกระบวนการจัดการในรูปแบบป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2537 จากการสนับสนุนการเรียนรู้โดยเจ้าหน้าที่โครงการพัฒนาระบบนิเวศเกษตรและอนุรักษ์พันธุ์พืช
จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 10 ปี ทั้งนี้สามารถสรุปกระบวนการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชนห้วยหินดำได้ดังตารางที่
1
ตารางที่ 1 พัฒนาการและการปรับตัวการจัดการป่าของชุมชนห้วยหินดำ
| ช่วงเวลา
(พ.ศ.) |
สถานการณ์ |
แนวทางการจัดการหลัก |
| 2537-2540 |
- ผลผลิตจากไร่หมุนเวียนลดลง น้ำในลำห้วยขุ่นข้น
และแห้งในหน้าแล้ง
- การลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ป่าหลังสัมปทาน
- การกว้านซื้อที่ดินติดป่า
- การปักแนวเขตเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติพุเตย |
- รวมกลุ่มโดยผู้นำทางการเป็นหลัก
และได้รับคำแนะนำจากองค์กรภายนอก
- เรียนรู้ประสบการณ์จากพื้นที่อื่น
- สร้างความเข้าใจภายในชุมชน เกิดมติชุมชน
- กำหนดแนวเขตป่าชุมชน เลือกตั้งคณะกรรมการ มีกฎระเบียบการใช้ทรัพยากรและการใช้ที่ดิน
- ป้องกันพื้นที่จากการใช้ประโยชน์อย่างทำลายและการช่วงชิงที่ดินทำกิน |
| 2541-2543 |
- การประกาศอุทยานแห่งชาติพุเตย
และชุมชนถูกจำกัดการทำไร่หมุนเวียน
- เริ่มเกิดปัญหาความไม่เข้าใจกันภายในชุมชน และระหว่างชุมชนกับหมู่บ้านข้างเคียง
เนื่องจากการเสียประโยชน์จากกฎระเบียบที่ตั้งขึ้น
- การลักลอบตัดไม้แปรรูปลดลงมาก แต่ปัญหาการขุดตอไม้ในเขตป่าเริ่มรุนแรงขึ้น
- การรณรงค์เรื่อง พ.ร.บ. ป่าชุมชน |
- กระบวนการทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติพุเตย
- ปรับแนวเขตป่าชุมชน ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อบรรเทาปัญหาความไม่เข้าใจ
- การสำรวจข้อมูลทรัพยากร และทำแผนที่โดยใช้ GPS เพื่อใช้ในกระบวนการพูดคุยทั้งภายในและภายนอก
- การวางแผนการจัดการทรัพยากร โดยแบ่งพื้นที่จัดการเป็น
พื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ (10,800 ไร่) พื้นที่ป่าใช้สอย
(1,800 ไร่) และพื้นที่ทำกิน (โดยเฉพาะพื้นที่ไร่หมุนเวียนซึ่งถูกผนวกเข้าไปในพื้นที่อุทยานฯ
กว่า 1,200 ไร่)
- กิจกรรมในการจัดการมีความต่อเนื่องและความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ |
| 2544-ปัจจุบัน |
-
ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่อุทยานในเรื่องที่ทำกิน
- ปัญหาความไม่เข้าใจภายในชุมชนลดลง แต่ยังมีปัญหาระหว่างชุมชนกับชุมชนข้างเคียง
โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยโดยรอบ
- กลุ่มชุมชนกะเหรี่ยงที่ได้รับความเดือดร้อน ในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาปรึกษาหารือ |
- จัดการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อุทยานเกี่ยวกับเรื่องที่ทำกิน
ได้ข้อตกลงเบื้องต้น ได้แก่ การจัดทำข้อมูลเรื่องการทำไร่หมุนเวียนเพื่อขอผ่อนผันเป็นรายปี
- พูดคุยเรื่องการติดตามการจัดการทรัพยากร
- ขยายงานเครือข่ายในนามเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ป่าตะวันตก
และเข้าร่วมในเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม |
สาระสำคัญของแผนจัดการป่าชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา
คือชุมชนได้แบ่งพื้นที่จัดการออกเป็น 3 พื้นที่หลัก ได้แก่
พื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ (78.3%) พื้นที่ป่าใช้สอย (13.0%)
และบริเวณพื้นที่ทำกินซึ่งเป็นไร่หมุนเวียน (8.7%) โดยมีการกำหนดแนวเขตร่วมกัน
รวมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์การจัดการและกฎระเบียบในการใช้พื้นที่
โดยสรุปคือ พื้นที่ป่าอนุรักษ์จะอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งต้นน้ำของชุมชน
และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่หายาก สมาชิกในชุมชนสามารถเข้าไปเก็บหาของป่าบางชนิดได้
เช่น ไผ่ตงป่าและยาสมุนไพร แต่ห้ามตัดไม้และห้ามล่าสัตว์ป่าสงวนรวมทั้งสัตว์ป่าที่ตั้งท้องหรือมีลูกอ่อน
พื้นที่ป่าใช้สอยเป็นพื้นที่สำหรับเก็บหาสมุนไพร ผักป่า
พืชย้อมสี รวมไปถึงไม้ใช้สอยในครัวเรือน โดยการเก็บหาต้องไม่ให้ทำให้ป่าเสื่อมสภาพ
กฎระเบียบที่ชุมชนตกลงกันคือการใช้ไม้ยืนต้นจะอนุญาตให้ใช้ได้ทั้งชุมชนรวมกันแล้วไม่เกิน
25 ต้นต่อปี และการใช้ประโยชน์ไม้ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการก่อนทุกครั้ง
ส่วนเรื่องหน่อไม้และลำไม้ไผ่ไม่ต้องขออนุญาตแต่ให้พิจารณาการเก็บหาเพื่อขาย
เช่น ไม่ควรนำลำไม้ไผ่ไปขายแก่คนภายนอกเป็นต้น การเก็บหาสมุนไพรและพืชให้สีย้อมควรเก็บหาในระดับที่จะไม่ส่งผลเสียแก่ธรรมชาติ
ในเรื่องพื้นที่เพื่อการทำไร่หมุนเวียนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการผลิตอาหารที่เพียงพอแก่ความต้องการ
โดยมีกฎระเบียบในการห้ามขายพื้นที่แก่บุคคลภายนอก ห้ามการยึดถือครอบครองพื้นที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนส่วนตัว
ห้ามทำไร่ในพื้นที่ที่เป็นสันเขา และสันปันน้ำ (ยาลีไคลควอง)
ห้ามตัดฟันไร่ซากในบริเวณริมห้วย โดยให้เว้นขอบห้วยไว้ไม่น้อยกว่า
3 วา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติและป่าไม้
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการป่าชุมชนไปทั้งสิ้น
3 ครั้ง โดยมีกำหนดวาระให้คณะกรรมการทำงานเป็นเวลา 3 ปี
กรรมการแต่ละชุดที่เลือกขึ้นมาจะพิจารณาทั้งเพื่อการกระจายความรับผิดชอบและการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเลือกตัวแทนของกลุ่มสตรีให้เข้ามาเป็นกรรมการป่าชุมชนด้วย
จำนวนของคณะกรรมการมี 15 คน มีการคัดเลือกประธาน รองประธานและเหรัญญิก
นอกจากนี้มีการเสริมศักยภาพแกนนำเป็นระยะผ่านกิจกรรมการศึกษาดูงานกระบวนการตัดสินใจเน้นการประชุมปรึกษาหารือ
ซึ่งถูกกำหนดไว้ทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน
กลุ่มองค์กรอื่นๆ ภายในชุมชนที่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการจัดการป่า
ได้แก่ กลุ่มสตรีทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มเกษตรอินทรีย์
ทั้ง 2 กลุ่มมีส่วนสำคัญในการสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพแก่แกนนำและสมาชิกชุมชนที่สนใจ
และพัฒนาศักยภาพผู้นำใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น นอกจากนี้วัตถุประสงค์ในการดำเนินงานยังเชื่อมโยงกับการจัดการทรัพยากรดิน
น้ำ ป่าอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน
5. การพัฒนาการติดตามการจัดการป่า
5.1 ทำไมชุมชนจึงสนใจติดตามการจัดการป่า
การติดตามการจัดการป่าในความหมายของชุมชน คือ การตรวจสอบความเพิ่มพูนและความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่ชุมชนจัดการเป็นระยะ
และเนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่ซึ่งการจัดการป่าของชุมชนยังไม่ได้รับการยอมรับจากภาครัฐ
เพราะทัศนคติที่ยังไม่เชื่อมั่นกระบวนการจัดการป่าและทรัพยากรของชุมชน
รวมทั้งการที่พื้นที่ป่าชุมชนและที่ทำไร่หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในการรองรับการมีส่วนร่วมของชุมชน
ส่งผลให้ชุมชนข้างเคียงที่ยังไม่มีกระบวนการจัดการทรัพยากรของตนเองตั้งคำถามเกี่ยวกับป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำอยู่เป็นระยะ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชุมชนมีความสนใจที่จะติดตามและใช้ข้อมูลจากการติดตามเพื่อยืนยันกระบวนการจัดการของชุมชนว่ามีความยั่งยืน
นอกจากนี้ชุมชนยังสนใจว่าการติดตามการจัดการป่าจะสามารถนำไปสู่การปรับปรุงการจัดการของชุมชนเองได้ด้วย
5.2 กระบวนการติดตามการจัดการป่าและทรัพยากรโดยชุมชน
1) การเลือกตัวชี้วัดเพื่อติดตามการจัดการป่าบ้านห้วยหินดำ
เริ่มโดยการทบทวนวัตถุประสงค์การจัดการและประเด็นในการจัดการหลักของชุมชน
โดยอ้างอิงรูปแบบการจัดการที่ชุมชนมีอยู่ คือ การแบ่งพื้นที่ออกเป็น
3 พื้นที่ได้แก่ เป็นแหล่งต้นน้ำ เป็นพื้นที่ป่าใช้สอย
และจัดการพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนซึ่งอยู่ติดพื้นที่ป่าให้สามารถผลิตอาหารที่จำเป็นต่อการยังชีพของชุมชนอย่างยั่งยืน
การระดมความคิดเพื่อหาตัวชี้วัดการจัดการป่าอย่างยั่งยืนของชุมชน
ได้อ้างอิงวัตถุประสงค์การจัดการดังกล่าว กระบวนการระดมหาตัวชี้วัดเกิดจากการสร้างเวทีระดมความคิดเห็นที่รวมเอาแกนนำชุมชน
และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่ป่าไม้ นักพัฒนา
นักวิชาการหรือผู้รู้จากภายนอก ได้มีการจัดเวทีพูดคุยหลายครั้ง
ทั้งนี้ได้เกิดการระดมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
จนได้ข้อสรุปชุดตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับสภาพชุมชนมากที่สุดในด้านความเป็นไปได้ในการศึกษาข้อมูลเพื่อติดตามการจัดการที่ชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ตลอดกระบวนการ
และไม่ใช้ระยะเวลาในการศึกษาข้อมูลมากนัก
ความน่าสนใจในกระบวนการพัฒนาตัวชี้วัดร่วมกัน
คือ ความละเอียดในการจำแนกตัวชี้วัดจากการสังเกตและการเรียนรู้ของคนในชุมชนเอง
อย่างไรก็ดีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากคนภายนอกก็ได้ช่วยอธิบายปรากฏการณ์และสิ่งที่ชุมชนสังเกตพบในหลายๆ
ครั้ง ซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนในชุมชนและบุคคลภายนอกที่ดียิ่ง
2) การเลือกประเด็นในการติดตาม
จากการประเมินสถานการณ์การจัดการป่าในปัจจุบันของชุมชน
ชุมชนเลือกดำเนินการติดตามการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในพื้นที่ป่าใช้สอยในช่วง
2-3 ปีนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นการติดตามที่ชุมชนมองว่าสำคัญทั้งต่อการพัฒนาและปรับปรุงการจัดการของชุมชนเองและยังเป็นประเด็นที่จะช่วยทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจากภายนอกและชุมชนรอบข้างได้ทราบว่าการจัดการป่าของห้วยหินดำไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของป่า
ดังนั้นจึงจะทำการติดตามชนิดพันธุ์ซึ่งชุมชนมีการใช้ประโยชน์หลักคือ
ไม้และไผ่ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่าระดับการใช้ประโยชน์และวิธีการใช้ประโยชน์ไม่มีผลกระทบทั้งในด้านการทดแทนและผลกระทบทางนิเวศวิทยา
ตัวชี้วัดที่แสดงถึงการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนเรื่องไม้
คือ กลไกควบคุมการใช้ที่เหมาะสม, จำนวนต้นไม้ต่อพื้นที่
โดยเฉพาะชนิดที่ใช้อยู่เป็นประจำ, การปกคลุมเรือนยอด และการทดแทน
สำหรับในเรื่องไผ่ คือ สัดส่วนของลำอ่อน ลำแก่ ลำตาย และความหนาแน่นของกอไผ่
3) การวางแผนการศึกษาข้อมูลและเตรียมทีม
การศึกษาเพื่อพิจารณาการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้แบ่งการศึกษาข้อมูลออกเป็น
2 ส่วนคือ
(1) ศึกษาการใช้ประโยชน์ของชุมชน ทั้ง
ชนิดที่ชุมชนใช้ประโยชน์ วิธีการใช้ประโยชน์ ปริมาณการใช้และกลไกอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ของชุมชน การศึกษาปริมาณการใช้นั้นได้ร่วมกับทีมข้อมูลชุมชนพัฒนาแบบฟอร์มที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์เพื่อการบันทึกอย่างเป็นระบบ
เนื่องจากชุมชนมีกลไกภายในเกี่ยวกับการขออนุญาตใช้ไม้อยู่แล้วเพียงแต่วิธีการจดบันทึกอาจยังไม่ละเอียดเพียงพอกับการนำข้อมูลมาประมวลเพื่อการติดตาม
แบบบันทึกเกี่ยวกับการใช้ไม้จึงถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ให้ครอบคลุมมากขึ้นและใช้บันทึกการขอใช้ไม้ตลอดทั้งปี
สำหรับปริมาณการใช้ประโยชน์จากหน่อไม้ได้ตกลงร่วมกันว่าควรเก็บข้อมูลจากผู้รับซื้อหน่อไม้ซึ่งสำหรับชุมชนห้วยหินดำมีผู้รับซื้อหน่อไม้เพียง
2-3 เจ้าจึงสามารถจดบันทึกตัวเลขการรับซื้อในแต่ละวันได้โดยง่าย
ส่วนวิธีการใช้และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์
ก็ได้เก็บข้อมูลโดยการพูดคุยกับกลุ่มผู้ใช้ เพื่อศึกษาวิธีการและปัจจัยที่มีเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์และไผ่ของชุมชนในปัจจุบัน
(2) ศึกษาสถานภาพทรัพยากรในป่า ในที่นี้คือสถานภาพไม้ใช้สอยและไผ่
เนื่องจากชุมชนแบ่งพื้นที่จัดการซึ่งมีแนวเขตอย่างชัดเจนที่สามารถระบุในพื้นที่จริงและในแผนที่มาตราส่วน
1:50,000 การวางแผนการศึกษาข้อมูลในพื้นที่จึงเน้นที่การเข้าไปศึกษาในพื้นที่ป่าใช้สอยของชุมชนซึ่งมีพื้นที่ประมาณ
1,500 ไร่ โดยใช้วิธีการสุ่มวางแปลงสำรวจขนาด 10 X 10
เมตร ให้ครอบคลุมพื้นที่ใช้สอยจริงของชุมชน โดยจะทำการบันทึกข้อมูลทางกายภาพทั่วไปในแปลง
วัดและนับต้นไม้ที่มีความสูงเกิน 2 เมตร นับจำนวนกอและลำไม้ไผ่ในแปลง
รวมทั้งนับลูกไม้เพื่อดูการทดแทนในแปลงย่อยขนาด 2 X 2
เมตร การวางแปลงสำรวจจะดำเนินการ 2 ครั้งคือในเดือนเมษายนและในเดือนพฤศจิกายน
ทีมทำข้อมูลเป็นกรรมการป่าชุมชนซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ในการประสาน
จัดเก็บ และรวบรวมข้อมูล ในขณะที่กิจกรรมที่ต้องใช้การระดมคน
เช่น การวางแปลงสำรวจป่าใช้สอยนั้นจะมีคนในชุมชนเข้ามาร่วมศึกษามากขึ้น
รวมทั้งมีทีมเจ้าหน้าที่โครงการจากภายนอกร่วมในการวางแปลงศึกษาร่วมด้วย
4) การเก็บรวบรวมข้อมูล
ขั้นตอนการเก็บข้อมูลจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแปลงศึกษาสถานภาพทรัพยากรในป่าใช้สอยจำเป็นต้องมีกระบวนการวางแผนในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งเพื่อกำหนดแนวในการวางแปลง
ตัดสินใจร่วมกันเกี่ยวกับจำนวนแปลงที่ต้องทำการสำรวจเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่และสามารถสรุปสถานภาพโดยรวมของไม้และไผ่ในป่าใช้สอยได้
จากนั้นเป็นการทำความเข้าใจวิธีการประเมิน นับ และวัดอย่างง่ายๆ
และแบ่งบทบาทหน้าที่ในการวางแปลงสำรวจ บุคคลากรที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในกระบวนการสำรวจ
คือ ผู้รู้เรื่องชื่อต้นไม้ และผู้รู้เส้นทาง ที่สามารถช่วยกลุ่มสุ่มวางแปลงสำรวจให้ครอบคลุมพื้นที่ใช้สอยจริงได้มากที่สุด
โดยสรุปการวางแปลงสำรวจสถานภาพทรัพยากรของชุมชนห้วยหินดำ
คือ ได้มีการวางแปลงศึกษา 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนเมษายน
และช่วงเดือนพฤศจิกายน ใช้แปลงสำรวจ 58 แปลง คิดพื้นที่ที่ทำการวางแปลงสำรวจเป็นร้อยละ
0.24 ของพื้นที่ป่าใช้สอยจริงทั้งหมด การวางแปลงได้ใช้
topographic map มาตราส่วน 1:50,000 เป็นเครื่องมือในการกำกับให้มีการวางแปลงได้ครอบคลุมมากที่สุด
(ทีมข้อมูลชุมชนเคยผ่านการอบรมเรื่องการอ่านและใช้แผนที่)
โดยการลงจุดแปลงที่สำรวจในแผนที่เพื่ออ้างอิงเมื่อทำการสำรวจครั้งต่อๆไป
นอกจากนี้ได้มีการทำสัญลักษณ์ของแปลงสำรวจในพื้นที่ไว้เพื่อเป็นจุดสังเกตสำหรับการกลับมาวางแปลงสำรวจในครั้งต่อไปเช่นกัน
5) การสรุปผลและอภิปรายผลข้อมูลจากการศึกษา
การสรุปผลข้อมูลมี 2 ระดับด้วยกัน คือ การสรุปผลในช่วงที่มีการวางแปลงศึกษา
เพื่อสรุปภาพรวมของการวางแปลงแต่ละครั้งและยังเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จากการวางแปลง
นอกจากนี้ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชาวบ้านที่มาร่วมสำรวจเกี่ยวกับเรื่องพันธุ์ไม้และข้อสังเกตที่แต่ละกลุ่มพบจากการสำรวจ
ช่วงที่สองคือการสรุปผลการติดตามทั้งหมดโดยจัดเป็นเวทีเล็กๆ
ร่วมกับทีมข้อมูลของชุมชน ให้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้
พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตด้านต่างๆ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการและเทคนิควิธีการทั้งหมดที่ใช้ในการติดตาม
6) การนำเสนอผลสู่ชุมชน
การนำเสนอผลการศึกษาให้แก่คณะกรรมการป่าชุมชนและชาวบ้านที่สนใจ
เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญหลายประเด็นจากการติดตามและให้ชุมชนใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจวางแผนการจัดการป่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของชุมชนเอง
5.3 ผลการติดตามการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
5.3.1 รูปแบบและปริมาณการใช้ประโยชน์ไม้ใช้สอย
ข้อมูลจากผู้รู้เรื่องต้นไม้และการทบทวนร่วมกับกรรมการป่าชุมชน
พบว่าไม้ใช้สอยที่สำคัญสำหรับชุมชนในปัจจุบันมีประมาณ
11 ชนิด โดยแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ดังนี้ ใช้ทำต้นเสาได้แก่
สวองตีนเป็ด ประดู่ คูณ ตะคร้ำ แดง ใช้ทำตัวไม้ (ขื่อ
คาน) ได้แก่ ยางดง ประดู่ ใช้ทำพื้น ได้แก่ สวองตีนนก
สวองตีนเป็ด ตะคร้ำ เสลา ตะครึก มะค่าโมง และใช้ทำฝาได้แก่
ซ้อ เสลา เลี่ยน โดยมีรูปแบบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์มี
3 ส่วนคือ
1) ทุกคนในชุมชนมีสิทธิ์ใช้ไม้จากป่าใช้สอยได้
แต่ การใช้ประโยชน์จะอยู่ภายใต้กฎ ระเบียบที่ชุมชนตกลงร่วมกันซึ่งมีผลบังคับใช้จนปัจจุบัน
คือ อนุญาตให้มีการตัดไม้ในพื้นที่ป่าใช้สอย และหัวไร่เท่านั้น
ห้ามตัดไม้บริเวณข้างลำห้วย ต้องขออนุญาตตัดไม้แก่คณะกรรมการป่าชุมชน
กำหนดให้จำนวนไม้ที่ตัดได้ทั้งชุมชนไม่เกิน 25 ต้น ต่อ
ปี (พิจารณาจากความต้องการใช้ทั้งชุมชนช่วงหลายปีที่ผ่านมา)
2) ขนาดไม้ที่ชุมชนตัดมาใช้เป็นไม้ที่มีความโตจากการวัดโดยรอบระหว่าง
90-120 เซนติเมตร หรือ ขนาด 4 คืบ ถึง 1 คนโอบ ตามหน่วยการวัดของชุมชน
ชาวบ้านจะไม่ตัดไม้ที่มีความโตมากกว่านี้เนื่องจากความสะดวกด้านการขนส่ง
3) ปัจจัยอื่นๆ คือ เรื่องคุณภาพไม้ จะไม่เลือกไม้ที่มีตำหนิ
เป็นโพรง ไม้บางชนิดอาจมีต้นขนาดใหญ่พอตัดแล้วแต่สภาพพื้นที่ที่ขึ้นอยู่ทำให้เป็นไม้ที่แก่นยังไม่ได้ขนาดก็จะไม่ตัดออกมาใช้
นอกจากนี้จะไม่เลือกตัดไม้ที่อยู่ใกล้ชิดลำห้วยและบริเวณสันเขา
จากการทบทวนและตรวจสอบย้อนหลังร่วมกับกรรมการป่าชุมชนและชาวบ้านซึ่งตัดไม้มาใช้
สามารถสรุปปริมาณการใช้ไม้ของชุมชนห้วยหินดำได้ดังตารางที่
2
ตารางที่ 2 ปริมาณการใช้ไม้ของชุมชน
| ปี พ.ศ. |
ปริมาณใช้ไม้
|
หมายเหตุ |
| 2537-2543 |
ไม่มีการบักทึกข้อมูลที่ชัดเจน |
กิจกรรมการลาดตระเวนและการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่
ทำให้ขบวนการลักลอบตัดไม้เริ่มลดลง
ข้อมูลกระจัดกระจาย เพราะการยอมรับกฎระเบียบเรื่องการใช้ไม้ยังไม่ทั่วถึง
จึงยังมีการตัดไม้โดยไม่แจ้งให้กรรมการทราบ |
| 2544 |
10 ต้น |
เกิดจากการสรุปร่วมกับแกนนำชุมชน
การใช้ไม้น้อยลงเนื่องจากมีความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่อุทยาน |
| 2545 |
10 ต้น |
| 2546 |
25 ต้น |
มีบันทึกการขอใช้ไม้ต่อเนื่อง
และไม่มีบันทึกการตัดโดยไม่แจ้งคณะกรรมการป่า
มีทีมงานรวบรวมข้อมูลการใช้ไม้
มีการสรุปข้อมูลประจำปีร่วมกัน |
| 2547 |
23 ต้น |
| จำนวนรวมตั้งแต่ปี 2544-2547 |
68 ต้น |
|
5.3.2 รูปแบบและปริมาณการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่
ไผ่ที่ทำการศึกษาหลัก คือ ไผ่นวล หรือ ไผ่ซางนวล (Dendrocalamus
membranaceus Munro) ที่เรียกในภาษากะเหรี่ยงว่า ว๊า-หมิ
เป็นชนิดพันธุ์หลักที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่ป่าใช้สอยของชุมชน
ช่วงเวลาที่ไผ่ให้หน่อคือช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม
สมาชิกในชุมชนจะเก็บหาหน่อไม้เพื่อกินภายในครัวเรือนและยังช่วยสร้างรายได้เสริมแก่ครอบครัวที่มีที่ดินน้อยและครอบครัวที่ยากจนในชุมชน
โดยจะมีพ่อค้าจากในชุมชน 1 เจ้าและพ่อค้าจากภายนอกชุมชน
1-2 เจ้ารับซื้อหน่อไม้จากผู้เก็บหาหน่อในราคากิโลกรัมละ
2.5 บาททุกวันในช่วงที่มีหน่อออก
ชุมชนยังไม่มีการกำหนดมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเก็บหาหน่อไม้
เพียงแต่เป็นการกำหนดแนวทางคร่าวๆ และใช้มาตรการในการป้องกันคนนอกชุมชนไม่ให้เข้ามาเก็บหาหน่อไม้ในพื้นที่ป่าชุมชนมากเกินไปเท่านั้น
กลุ่มผู้เก็บหาขายเองยังไม่มีแนวความคิดในการจัดการหน่อไม้ให้เหมาะสมมากขึ้นในอนาคต
หากแต่มีองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการจัดการ คือ ลำไผ่ที่ให้หน่อได้ดีคือลำที่มีอายุระหว่าง
1-3 ปี และการตัดหน่อบ้างจะเป็นการช่วยบำรุงกอมากกว่าการไม่ตัดเลย
เพราะจะช่วยเพิ่มปริมาณหน่อและขนาดหน่อ การตัดลำไผ่เพื่อสร้างที่พักในไร่
โดยเฉพาะทำพื้นและฝา จะเลือกตัดลำที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป
เนื่องจากลำที่ยิ่งแก่จะยิ่งใช้งานได้นานเพราะมอดไม่ค่อยรบกวน
การตัดลำ 1 ครั้งจึงใช้ได้ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป
การสำรวจปริมาณการใช้ประโยชน์หน่อไม้ของทั้งชุมชนเริ่มศึกษาในปี
พ.ศ. 2547 โดยสอบถามปริมาณหน่อไม้ที่ผู้รับซื้อซึ่งมี
2 เจ้า จะรับซื้อในช่วงที่มีหน่อไม้ออก ซึ่งในช่วงปีนี้มีปัญหาฝนแล้งทำให้มีหน่อเกิดน้อยลงมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านๆ
มา พบว่าชุมชนเก็บหาหน่อไม้ขายในปี พ.ศ. 2547 รวมทั้งสิ้น
20,000 กิโลกรัม หรือคิดเป็นรายได้คือ 50,000 บาท นอกจากนี้มีการประมาณการณ์ว่าในช่วงเวลาที่ฝนตกปกติผู้เก็บหาหน่อในชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการเก็บหาหน่อปีละไม่ต่ำกว่า
200,000 บาท
5.3.3 สถานภาพไม้และไผ่ในพื้นที่ป่าใช้สอย
1) สถานภาพไม้ใช้สอย
ข้อมูลทางกายภาพทั่วไปจากการวางแปลงสำรวจ พบการปกคลุมเรือนยอดเฉลี่ย
65 % การปกคลุมผิวดิน 58 % และดินเป็นดินร่วน มีสีดำ ผลสำรวจพบชนิดไม้ทั้งสิ้น
107 ชนิด และมีความหนาแน่นโดยรวมของต้นไม้ทุกชนิด คือ
122 ต้น/ไร่ (760 ต้น/เฮคตาร์) ชนิดต้นไม้ที่พบมาก 10
ชนิดแรก ตามลำดับคือ เปล้าแดง มีความหนาแน่น 11 ต้น/ไร่,
เปล้า 8 ต้น/ไร่, สวองตีนเป็ด 7 ต้น/ไร่, ตะครึก 7 ต้น/ไร่,
แคป่า 6 ต้น/ไร่, ฝาง 5 ต้น/ไร่, ยางดง 5 ต้น/ไร่, ขี้อ้าย
4 ต้น/ไร่, ตะแบก 4 ต้น/ไร่ และประดู่ 4 ต้น/ไร่
รูปที่ 1 กราฟแสดงจำนวนต้นไม้ทุกชนิดในป่าใช้สอยแยกตามชั้นความโต

เมื่อพิจารณาเฉพาะชนิดที่มีการใช้ประโยชน์หลักๆ
โดยชุมชน แต่ละชนิดมีความหนาแน่นตามลำดับมากน้อยดังนี้
คือ สวองตีนเป็ด 7 ต้น/ไร่, ตะครึก 7 ต้น/ไร่, ยางดง 5
ต้น/ไร่, ประดู่ 4 ต้น/ไร่, ตะคร้ำ 3 ต้น/ไร่, คูณ 3 ต้น/ไร่,
มะค่าโมง 2 ต้น/ไร่, สวองตีนนก 2 ต้น/ไร่, ซ้อ 1 ต้น/ไร่,
แดง 1 ต้น/ไร่ และเสลา 0.43 ต้น/ไร่ กราฟที่ 2 ได้แสดงจำนวนต้นตามชั้นความโตเฉพาะชนิดไม้ที่ชุมชนใช้ประโยชน์
รูปที่ 2 กราฟแสดงจำนวนต้นตามชั้นความโต
จากกราฟที่ 1 และ กราฟที่ 2 แสดงให้เห็นว่าต้นไม้ที่อยู่ในชั้นความโตตั้งแต่
90-120 ซม. มีจำนวนน้อยกว่า ต้นไม้ที่มีความโตตั้งแต่
120 ซม. ขึ้นไป เนื่องจากต้นไม้ขนาดระหว่าง 90-120 ซม.
เป็นขนาดไม้ที่มีความต้องการมากกว่า ทั้งนี้เพราะวิธีการในการขนย้ายไม้ออกมาจากป่าของชุมชนใช้แรงคนและรถขนขนาดเล็กจึงไม่สามารถขนย้ายไม้ที่มีขนาดใหญ่เกินไปได้
ปัจจัยอีกประการหนึ่งคือ ไม้บางชนิดเมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นมีโอกาสที่จะเกิดตำหนิได้สูง
เช่น เกิดโพรงในต้นไม้ หรือมีปุ่มตามาก ทำให้มีจำนวนไม้ขนาดใหญ่ในป่าใช้สอยในจำนวนที่มากกว่า
ไม้ที่นิยมใช้บางชนิด คือ แดง เสลา ซ้อ ถือว่าพบน้อยมากหากเทียบกับจำนวนป่าใช้สอยทั้งหมด
เนื่องจากเป็นชนิดไม้ที่ไม่ได้ขึ้นกระจายอยู่ทั่วพื้นที่
แต่ขึ้นเป็นหย่อมบางบริเวณ อนึ่งมีความจำเป็นต้องตรวจสอบความต้องการในการใช้ประโยชน์ของไม้ทั้งสามชนิดเพื่อวางแผนการฟื้นฟูหากมีความจำเป็น
จำนวนลูกไม้รวมทุกชนิดในพื้นที่ป่าใช้สอย
คือ 1,054 ต้น/ไร่ และเฉพาะชนิดที่สำคัญ คือ 179 ต้น/ไร่
ตารางที่ 3 แสดงปริมาณของแม่ไม้และลูกไม้ของชนิดที่สำคัญในป่าใช้สอย
ตารางที่ 3 แสดงการทดแทนของชนิดไม้ที่ใช้ประโยชน์
| ชนิด |
จำนวนแม้ไม้(ต้น
/ ไร่) |
จำนวนลูกไม้(ต้น
/ ไร่) |
สวองตีนเป็ด
|
2 |
10 |
ตะครึก
|
2 |
14 |
ยางดง
|
3 |
10 |
ประดู่
|
1 |
52 |
ตะคร้ำ
|
1 |
4 |
คูณ
|
0.42 |
49 |
สวองตีนนก
|
2 |
16 |
มะค่าโมง
|
1 |
ไม่พบจากการสำรวจ |
ซ้อ
|
0.15 |
2 |
แดง
|
0.28 |
22 |
| เสลา |
0.28 |
ไม่พบจากการสำรวจ |
การศึกษาโดยนำเอาจำนวนต้นที่มีขนาดความโตวัดรอบระหว่าง
4 คืบ ถึง หนึ่งคนโอบ (วัดรอบได้ 91-120 ซม.) เพื่อคำนวนหาปริมาณไม้ที่สามารถตัดมาใช้ได้ต่อปี
ผลปรากฏดังในตารางที่ 4
ตารางที่4 แสดงปริมาณต้นไม้ที่สามารถตัดได้ตามการใช้ประโยชน์
| ชนิดการใช้ประโยชน์
|
ต้น
ต่อ 1 ไร่* |
จำนวนต้นต่อ
พื้นที่ป่าใช้สอย 1,500 ไร่ |
จำนวนต้นไม้ที่ตัดได้จริง
(ร้อยละ 60) |
อายุที่ไม้โตจนมีขนาด
4 คืบ |
จำนวนต้นที่สามารถตัดได้ต่อปี |
| ไม้ทำเสา และ ตัวไม้** |
1.13 |
1,695 ต้น |
1,017 ต้น |
25 ปี |
40 ต้น |
| ไม้ทำฝา และ กระดาน*** |
0.85 |
1,275 ต้น |
765 ต้น |
30 ปี |
25 ต้น |
| รวม |
1.98 |
3,240 ต้น
|
1,782 ต้น
|
- |
65 ต้น |
หมายเหตุ:
* เป็นการนำข้อมูลของไม้ขนาดตั้งแต่ 4 คืบ ถึง 1 โอบ (90-120
ซม.) ที่ได้จากการวางแปลงสำรวจ 10*10 เมตร มาคำนวณหาจำนวนต้น/ไร่
** ไม้ทำเสาและตัวไม้ ได้แก่ คูณ ยางดง สวอง แดง ประดู่
เสลา
*** ไม้ทำฝาและไม้กระดาน ได้แก่ ตะคร้ำ มะค่าโมง ตะครึก
ซ้อ
การศึกษาการทดแทน และปริมาณไม้ที่ป่าสามารถผลิตได้ต่อปีทำให้เห็นว่าป่าใช้สอยชุมชนห้วยหินดำ
พบว่าจำนวนแม่ไม้ (ต้นที่มีความโตโดยรอบตั้งแต่ 50 ซม.ขึ้นไป)
และจำนวนลูกไม้อยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ประสิทธิภาพการทดแทนยังต้องพิจารณาถึงปัจจัยทางกายภาพและชีววิทยาอื่นๆ
ด้วย ซึ่งในป่าชุมชนห้วยหินดำสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดและมีผลต่อการทำแทนของลูกไม้หลายชนิดคือการที่มีเรือนยอดของไผ่ปกคลุมและจำกัดการสังเคราะห์แสงของลูกไม้
จากตารางที่ 4 จะเห็นว่าปริมาณไม้ที่ชุมชนกำหนดให้ตัดได้ต่อปี
คือ 25 ต้น/ปียังถือว่าอยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่าค่าประมาณการณ์ที่ป่าสามารถผลิตได้
ซึ่งได้แก่ 65 ต้น/ปี
2) สถานภาพไผ่
ความหนาแน่นของกอไผ่ คือ 53 กอ/ไร่ ปริมาณลำอ่อนเฉลี่ย
4 ลำ/กอ ลำแก่ 9 ลำ/กอ และลำตาย 5 ลำ/กอ และเนื่องจากปี
พ.ศ. 2547 เป็นปีที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งจึงพบหน่อเกิดใหม่และแตกเป็นลำ
น้อยมากทั่วทั้งป่าใช้สอย นอกจากนี้หน่อที่โตจนเป็นลำอ่อนบางพื้นที่ยังเริ่มมีอาการเหี่ยวเนื่องจากสภาพความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น

หมายเหตุ: ลำอ่อนคือลำที่มีอายุ
1 ปี, ลำแก่คือลำที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป, ลำตาย คือ ลำแห้งที่ยืนต้นตายในกอไผ่
ข้อมูลสัดส่วนลำไผ่ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง
เทียบกับการสำรวจในเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นช่วงปลายฝนพบปริมาณลำอ่อนที่เพิ่มขึ้น
4% ปริมาณลำอ่อนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวคือลำที่เกิดในช่วงหน้าฝนที่ผ่านมา
ข้อมูลช่วยอธิบายว่ามีลำอ่อนเกิดขึ้นน้อยมากซึ่งสามารถอธิบายได้จากสถานการณ์ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่
5.4 สรุปผลการศึกษา
จากการติดตามการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าใช้สอยของชุมชนห้วยหินดำ
แสดงให้เห็นว่าการใช้สอยไม้ของชุมชนไม่ได้ส่งผลต่อการทดแทนของต้นไม้ในป่าและระบบนิเวศป่าไม้
ด้วยปัจจัยหลายประการคือ
1) วิธีการตัดไม้และระดับการใช้ของชุมชนเป็นการใช้ไม้เพื่อซ่อมแซมและสร้างบ้านเรือนใช้เองเป็นหลัก
จึงเลือกตัดไม้ที่มีลักษณะดี แก่นได้ขนาด ประการต่อมา
คือ เครื่องมือที่ใช้เพื่อการแปรรูปและการขนส่งไม้ออกจากป่าทำให้ต้องจำกัดขนาดของต้นไม้ที่จะตัดให้อยู่ระหว่างขนาดเส้นรอบวง
4 คืบ ถึง 1 โอบ (90-120 ซม.) การตัดไม้ออกจากป่าจึงเป็นแบบเลือกตัดที่ขึ้นอยู่กับคุณภาพและขนาดของไม้ที่ต้องการ
2) ปริมาณไม้ที่ตัด โดยมีปริมาณการตัดสูงสุดที่ชุมชนกำหนดไว้คือ
25 ต้น/ปี ยังถือว่าต่ำกว่าปริมาณที่ประมาณการณ์ว่าสามารถตัดจากป่าได้ต่อปี
3) ปริมาณของแม่ไม้และลูกไม้ยังอยู่ในระดับที่ดีปานกลาง
ซึ่งต้องพิจารณามาตรการในการบำรุงป่าเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดการทดแทนที่ดีขึ้น
4) ข้อมูลทางกายภาพบริเวณป่าใช้สอยพบว่าการปกคลุมเรือนยอดโดยรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสม
และไม่มีการเปิดหน้าดินในบริเวณกว้าง นอกจากนี้ชุมชนยังมีข้อตกลงและข้อห้ามอื่นๆ
ที่เกี่ยวกับการตัด เช่น ห้ามตัดไม้บริเวณข้างลำห้วย ถือเป็นกลไกช่วยควบคุมอีกทางหนึ่ง
สำหรับการเก็บหาไผ่สัดส่วนลำอ่อน ลำแก่ และลำตาย ของป่าไผ่นวลบ่งบอกถึงสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับป่าไผ่ธรรมชาติ
(Watanabe ,1972) ป่าธรรมชาติโดยทั่วๆ ไปวมทั้งป่าไผ่ธรรมชาติในประเทศไทย
จะมีอัตราส่วนของลำอ่อน อายุ 1 ปี ประมาณ 8-10% ลำแก่
อายุ 2 ปีขึ้นไป ประมาณ 60-70% และลำยืนต้นตาย ประมาณ
20-30% และความหนาแน่นของกอไผ่ คือ 53 กอ/ไร่ แสดงว่าความสามารถในการปกคลุมและการยึดเกาะหน้าดินของป่าไผ่ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม
อย่างไรก็ดีป่าไผ่ธรรมชาติส่วนใหญ่ในประเทศไทยถือว่ายังเป็นป่าที่จัดการไม่เหมาะสมนักในเชิงการใช้ประโยชน์
และมีงานวิจัยของไม้ไผ่หลายชนิดระบุว่าการจัดการป่าไผ่ที่ดีจะช่วยให้ได้กอไผ่ที่มีคุณภาพ
มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุด ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตทั้งหน่อและลำจากปกติได้มากกว่าถึง
3 เท่า โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อการจัดการที่ดีขึ้น คือ
1) ตัดสางลำแก่และลำตายออกบ้าง อาจดำเนินการทุกๆ 2 ปี
เพื่อให้กอโปร่ง และไม่ทำให้ลำแก่เหล่านี้แย่งน้ำและแร่ธาตุจากลำอายุน้อยซึ่งต้องการพลังงานในการผลิตอาหารให้แก่เหง้าเพื่อสร้างหน่อใหม่
2) ในแต่ละปีควรเก็บหน่อใหม่ไว้ในจำนวนที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไป
เพื่อให้หน่อเหล่านี้เจริญเติบโตเป็นลำอ่อนและช่วยผลิตหน่อในปีต่อๆ
ไปได้ดีที่สุด งานศึกษากับไผ่หลายชนิดระบุว่าการเก็บหน่อไว้มากเกินไปจะส่งผลให้เกิดการแก่งแย่งอาหารจนหน่อเจริญเติบโตเป็นลำใหม่ที่ไม่สมบูรณ์
การตัดหน่อออกไปบ้างไม่ถือเป็นการทำลายแต่จะยิ่งเป็นการช่วยให้กอไผ่มีการเจริญเติบโตสูงสุด
งานวิจัยทั่วไปแนะนำว่าควรเหลือหน่อไว้แต่ละปีประมาณ 4-6
หน่อต่อกอ
อย่างไรก็ดีควรต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะทางนิเวศวิทยาเฉพาะของไผ่นวลและการแตกหน่อ
เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าเมื่อใดควรเปิดให้มีการเก็บหาและเมื่อไหร่ควรปิดป่า
ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐาน (base line
data) สำหรับการศึกษาข้อมูลเพื่อการติดตามในปีต่อๆ ไป
ของชุมชนห้วยหินดำ
6. นำเสนอผลการติดตามสู่ชุมชน
ปลายปี พ.ศ 2547 ได้มีการจัดการประชุมกลุ่มย่อย หลายครั้งเพื่อนำเสนอผลการติดตามต่อชุมชน
ชุมชนสะท้อนว่าข้อมูลจากการติดตามช่วยให้ทราบถึงสถานภาพในปัจจุบันทั้งไม้ใช้สอยและไผ่ได้เป็นอย่างดี
และข้อมูลเรื่องปริมาณและสถานภาพในเรื่องไม้ทำให้ยืนยันได้ว่าระดับการใช้ในปัจจุบันของชุมชนอยู่ในระดับที่เหมาะสม
โดยเฉพาะการใช้ไม้ของชุมชน คือ 25 ต้น/ปี ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าจำนวนที่ประมาณการณ์ว่าสามารถตัดได้จากป่าต่อปี
ชุมชนตัดสินใจว่าจะยังคงระดับของปริมาณที่อนุญาตให้ตัดไว้ในจำนวนเท่าเดิม
แต่ควรมีกระบวนการบันทึกจำนวนและขนาดไม้ที่ตัดให้ชัดเจนมากขึ้น
เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการทดแทนของไม้ใช้สอยได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยกันด้วยว่าระดับการใช้ประโยชน์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอาจจะเพียงพอหรือเหมาะสมสำหรับคนรุ่นนี้
แต่อาจไม่เพียงพอหรือเหมาะสมสำหรับคนในรุ่นต่อไปในชุมชน
จึงมีการเสนอให้พิจารณาวางแผนสร้างพื้นที่ป่าเพื่อใช้สอยไม้โดยเฉพาะในบริเวณที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนมากนักเพื่อประโยชน์ของลูกหลานในอนาคต
ข้อมูลเกี่ยวกับไผ่ทำให้ชุมชนตระหนักว่าควรมีมาตรการในการจัดการที่ดีขึ้น
เพื่อให้มีการบำรุงกอมากขึ้น และให้การผลิตหน่อและลำมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เช่น การตัดสางเอาลำตายออกบ้างเพื่อให้กอไผ่โปร่งและมีการถ่ายเทธาตุอาหารดีขึ้น
รวมทั้งการสร้างหลักประกันว่าจะมีหน่อที่พัฒนาไปเป็นลำอ่อนเพื่อเลี้ยงกอในปริมาณที่เหมาะสมทุกปี
วิธีการที่ดีที่สุดที่เห็นร่วมกัน (ซึ่งมีตัวอย่างในการปฏิบัติแล้วในหลายๆ
พื้นที่) คือปิดการเก็บหาในช่วงปลายฤดูออกหน่อ อย่างไรก็ดีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิเวศวิทยาบางอย่างของไผ่นวล
เช่น ระยะเวลาการเติบโตของหน่อจนกลายเป็นลำอ่อน ปริมาณเฉลี่ยของหน่อต่อไผ่หนึ่งกอ
และปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ จะช่วยในการกำหนดช่วงเวลาการเปิดและปิดการเก็บหาที่เหมาะสมมากขึ้น
(เนื่องจากปี 2547 มีฝนตกในพื้นที่น้อยมากจึงไม่สามารถศึกษาในลักษณะนี้ได้)
ประเด็นอื่นๆ ที่ได้แลกเปลี่ยนกันเองระหว่างชาวบ้านและผู้ร่วมศึกษาจากภายนอกคือ
การที่ชุมชนมีป่าและชุมชนได้พึ่งพิงป่า ถึงจะเป็นเพียงการใช้สอยในครัวเรือน
เช่น ไม้ใช้สอย แต่พบว่าสามารถลดรายจ่ายของคนในชุมชนได้มากเมื่อเทียบกับชุมชนอีกหลายๆ
ชุมชนที่ไม่มีป่าอาศัยและต้องซื้อไม้จากโรงเลื่อย เมื่อได้ลองประเมินคร่าวๆ
ถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจที่ป่าใช้สอยให้กับชุมชน พบว่าป่าใช้สอยช่วยให้ชุมชนลดรายจ่ายได้มากกว่า
60 % เมื่อเทียบกับการหาซื้อไม้จากภายนอก ดังตารางที่
5
ตารางที่ 5 แสดงมูลค่าทางเศรษฐกิจของไม้ใช้สอยที่ช่วยลดรายจ่ายของชุมชน
ปี |
ปริมาณที่ใช้จริง
|
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นของห้วยหินดำ
|
ค่าใช้จ่ายหากต้องซื้อไม้จากโรงเลื่อย
|
ประหยัดเงินประมาณ |
| 2544 |
10 ต้น |
11,700 บาท |
31,700 บาท |
20,000 บาท |
| 2545 |
10 ต้น |
11,700 บาท |
31,700 บาท |
20,000 บาท |
| 2546 |
25 ต้น |
29,200 บาท |
79,200 บาท |
50,000 บาท |
| 2547 |
23 ต้น |
26,800 บาท |
72,800 บาท |
46,000 บาท |
หมายเหตุ: ตัวเลขที่ใช้ในการคำนวน
ได้จาก
- โดยเฉลี่ยต้นไม้ 3 ต้น จะมีปริมาตรเท่ากับ 1 ยก
- ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในชุมชน (ค่าแรงงานแปรรูปไม้ และค่าขนส่ง)
สำหรับไม้เนื้ออ่อนเฉลี่ยยกละ 3,000 บาท ไม้เนื้อแข็งเฉลี่ยยกละ
4,000 บาท (ค่าเฉลี่ยทั้งไม้เนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเท่ากับ
3,500 บาท)
- ค่าใช้จ่ายหากต้องไปซื้อไม้แปรรูปจากโรงเลื่อย ไม้เนื้ออ่อนเฉลี่ยยกละ
9,000 บาท ไม้เนื้อแข็งเฉลี่ยยกละ 10,000 บาท (ค่าเฉลี่ยทั้งไม้เนื้อแข็งและเนื้ออ่อนเท่ากับ
9,500 บาท)
ผลการติดตามยังถูกผลิตขึ้นเป็นเอกสารที่เข้าใจง่ายๆ
เพื่อแจกจ่ายแก่คนในชุมชนให้ได้เรียนรู้ร่วมด้วย และเพื่อนำเสนอสู่องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโอกาสต่างๆ
นอกจากนี้ผู้ใหญ่บ้านยังจะใช้เวลาในช่วงการประชุมประจำเดือนของหมู่บ้านนำเสนอ
และแลกเปลี่ยนกับคนในชุมชนเมื่อมีโอกาสเหมาะสม และทีมข้อมูลยังมีความเห็นตรงกันว่าจะทำการศึกษาข้อมูลเพื่อการติดตามในปีต่อๆ
ไป โดยทีมข้อมูลมีความมั่นใจมากขึ้นในการดำเนินการศึกษาข้อมูลเอง
ทั้งในด้านการใช้ประโยชน์และการวางแปลงสำรวจสถานภาพทรัพยากรในป่า
โดยในปีต่อๆ ไปชุมชนจะใช้กระบวนการติดตามการจัดการป่าเป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้แก่เยาวชนในชุมชนมากขึ้น
7. บทเรียนจากกระบวนการติดตาม
1) กระบวนการติดตามได้สร้างให้เกิดการเรียนรู้
และนำไปสู่การพูดคุยเพื่อหาแนวทางในการจัดการป่าที่ดีขึ้นภายในชุมชนในเรื่องการจัดการไม้ใช้สอยและไผ่
2) ในการติดตามการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทราบชนิดพันธุ์หลักที่ชุมชนใช้ประโยชน์
รวมไปถึงขนาดที่ต้องการและช่วงเวลาในการใช้ นอกจากนี้ควรทราบแนวเขตในการใช้ประโยชน์จริงของชุมชนและการกระจายของทรัพยากรที่สำคัญนั้นอย่างคร่าวๆ
เพื่อการวางแผนศึกษาสถานภาพทรัพยากรที่ครอบคลุมและได้ข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง
3) กระบวนการติดตามจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ถ้าหลายฝ่ายเข้ามาร่วมเรียนรู้ และศึกษาข้อมูลร่วมกัน
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ การมีกระบวนการในการสนับสนุนและรองรับรูปแบบการจัดการทรัพยากรที่หลายๆ
ชุมชนมีขึ้นเป็นเวลาระยะหนึ่งแล้วนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็น
และการติดตามการจัดการป่าที่หลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมจะสามารถสร้างกลไกในการทำงานร่วมกัน
พร้อมทั้งความมั่นใจในองค์ความรู้และกระบวนการจัดการทรัพยากรของท้องถิ่นได้ในระยะยาว
หลักการอีกประการหนึ่งของกระบวนการติดตามคือการปรับรูปแบบการจัดการป่าชุมชนไปตามสถานการณ์
และปัจจัยทั้งภายนอกและภายในชุมชน ดังนั้นข้อมูลจากการติดตามการจัดการป่าโดยเฉพาะการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนสามารถนำไปสู่การปรับเปลี่ยน
ทดสอบและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการป่าทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
4) ความท้าทาย คือ การทำให้กระบวนการติดตามเป็นกระบวนการที่ชุมชนดำเนินการเองได้เมื่อต้องการ
แม้กระบวนการติดตามและศึกษาข้อมูลที่ดำเนินงานในพื้นที่นี้จะพยายามพัฒนาวิธีการที่ง่ายและใช้หน่วยการนับหรือวัดที่ชุมชนใช้เป็นหลักเพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าใจร่วมด้วยได้
แต่การดำเนินการเองโดยชุมชนก็ยังจำเป็นต้องมีองค์กรจากภายนอกเข้าร่วม
โดยเฉพาะในกระบวนการสังเคราะห์ และวิเคราะห์ข้อมูลจากการติดตาม
5) พลวัตของการจัดการป่าและทรัพยากรโดยชุมชนอาจจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และช่วงเวลา
ดังนั้นประเด็นการติดตามของชุมชนอาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาและความสนใจของชุมชนและองค์กรในพื้นที่
แต่หัวใจสำคัญควรอยู่ที่การพัฒนาเทคนิควิธีการที่ง่ายและชุมชนสามารถดำเนินการร่วมได้
รวมทั้งการพัฒนาจากตัวชี้วัดการจัดการป่าที่เป็นที่เข้าใจร่วมกันหรือมีพื้นฐานมาจากองค์ความรู้ของชุมชนในช่วงเริ่มต้นการพัฒนาระบบติดตาม
8. สรุป
หากมองการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในเชิงชนิดพันธุ์ชาวบ้านและนักวิชาการที่ศึกษาด้านนี้จะกล่าวตรงกันว่า
คือ การใช้แล้วไม่หมดไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าต้องเป็นการใช้ในระดับที่ไม่ส่งผลต่อการสืบพันธุ์
(regeneration) หรือกระบวนการทดแทนของพืชชนิดนั้นๆ นั่นเอง
หลักการที่กว้างขึ้นของการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (sustainable
use) ที่กล่าวไว้ใน อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention
on Biological Diversity) ระบุว่า การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
คือ การใช้ประโยชน์บางองค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพในแนวทางและระดับที่ไม่ก่อให้เกิดการเสื่อมลงของความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว
ขณะที่ยังสามารถรักษาศักยภาพในการสนองต่อความต้องการของคนรุ่นนี้และรุ่นต่อไป
และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในระดับสากลก็มองการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนว่าควรเป็นการใช้ประโยชน์ในแนวทางที่จะเกิดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด
เวทีระดมสมองนักวิจัยและนักวิชาการที่ทำงานด้านนี้ยังสรุปว่าเราไม่ควรกำหนดมาตรฐานของ
ความยั่งยืน ไว้ที่ระดับใดๆ เท่านั้น (fixed end-point)
แต่ควรเป็นการกำหนดทิศทางหรือแนวทาง (direction) ของการจัดปรับการจัดการอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ควรอธิบายความยั่งยืนในแง่ของบริบทหรือปัจจัยเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
(condition) มากกว่าการให้ค่า (variable) อย่างใดอย่างหนึ่ง
ประการต่อมาคือการอธิบายความยั่งยืนในลักษณะของความน่าจะเป็นจะนำไปสู่การสร้างกระบวนการที่เหมาะสมในการติดตามร่วมกัน
กรณีศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นว่าการติดตามการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องทำการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งในเรื่องผลผลิตที่ชุมชนนำออกจากป่า
(off-take) สถานภาพของทรัพยากรนั้นๆ ในป่า (ในด้านปริมาณและการสืบพันธุ์)
รวมไปถึงปัจจัยเงื่อนไขที่มีผลต่อการใช้ของชุมชนเพื่อพิจารณาและอธิบายการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในบริบทของพื้นที่นั้นๆ
ประสบการณ์จากชุมชนห้วยหินดำได้แสดงให้เห็นแนวโน้มว่าการใช้ประโยชน์ในระดับที่เป็นอยู่
ณ ปัจจุบันทั้งในเรื่องไม้และหน่อไม้ของชุมชนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของป่าในภาพรวม
โดยพิจารณาจาก
1) ปัจจัยทางสังคมและทางสถาบันหลายประการที่ยังคงมีบทบาทหรือเป็นเงื่อนไขควบคุมระดับการใช้ของชุมชนในปัจจุบันซึ่งพบว่ายังอยู่ต่ำกว่าระดับที่ป่าสามารถผลิตได้
2) ข้อมูลสถานภาพทรัพยากรที่ทำการศึกษาร่วมกันระหว่างชุมชน
และทีมสนับสนุนทางวิชาการจากภายนอกที่ยืนยันว่าปริมาณ
และระดับการสืบพันธุ์ของชนิดพันธุ์หลักที่ชุมชนใช้ประโยชน์ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม
นอกจากนี้ผลจากการติดตามยังได้นำไปสู่การพูดคุยเพื่อพิจารณาและปรับวิธีการจัดการของชุมชนได้จริง
ซึ่งสิ่งนี้คือหลักการสำคัญของการติดตาม อย่างไรก็ดีกระบวนการติดตามที่เกิดขึ้นจะมีประสิทธิภาพและจะสร้างการเรียนรู้
รวมทั้งสร้างการยอมรับกระบวนการจัดการป่าโดยชุมชนมากขึ้นหากองค์กรภาครัฐได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ในกระบวนการติดตามมากขึ้นด้วย
และประเด็นที่ท้าทายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคือ การจัดการป่าอย่างยั่งยืนนั้นไม่ควรห้ามการใช้ประโยชน์ทางตรง
เช่น เรื่องไม้และหน่อไม้ กับชุมชนแม้แต่ในพื้นที่ป่าธรรมชาติ
แต่หากชุมชนใดที่มีกลไกทางสังคมที่มีประสิทธิภาพและนำไปสู่การสร้างรูปแบบการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนรัฐควรสนับสนุนการพัฒนาแผนการจัดการและสร้างตัวชี้วัด
กลไกการติดตามการจัดการป่าที่เหมาะสมร่วมกับชุมชน ซึ่งจะเป็นการยกระดับการจัดการและติดตามทรัพยากรป่าไม้ร่วมกันแบบประชารัฐอย่างแท้จริง
คณะทำงานเพื่อติดตามการจัดการป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำ
ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากโครงการสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย,
RECOFTC และทีมข้อมูลชุมชนห้วยหินดำ
เอกสารอ้างอิง
- คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำ. 2543. แผนการจัดการป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำ
- อัจลา รุ่งวงษ์. 2544. ป่าชุมชนบ้านห้วยหินดำ ตำบลวังยาว
อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี, โครงการสนับสนุนความร่วมมือในประเทศไทย,
RECOFTC กรุงเทพฯ
- Watanabe .1972. M.Report of Technical Service and
Research Work on Silviculture and Management of Bamboo
Forest in Thailand. Overseas Tech. Coop. Agency, Tokyo,
Japan
- Karnataka Forest Department . 2000. Forest Management
Planning Handbook: Technical Supplement Forest Management
Options. KFD, Bangalore, India
- RECOFTC. 2001. Cultivating Forests: Alternative Forest
Management, Practices and Techniques for Community Forestry.
RECOFTC Report No.17, Bangkok, Thailand
- IUCN-Sustainable Use Initiative. 2000. Sustainable
Use within an Ecosystem Approach. Information Paper.
Subsidiary Body for Scientific, Technical and Technological
Advice to the Convention on Biological Diversity 5th
meeting.
|