ไผ่ขมกับการดำรงชีวิตที่หวาน
ผลกระทบของกิจกรรมการอนุรักษ์ผลิตผลของป่า ต่อการบรรเทาความยากจนและการพัฒนาคุณภาพชีวิต
1.คำนำ
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถช่วยบรรเทาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้หรือไม่
? หลักคิดโดยทั่วไปเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมักจะทำให้ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งเสมอ
โดยเฉพาะแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมามักจะก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในแนวทางที่ไม่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตามรัฐบาล แหล่งทุนและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในวงการการพัฒนาและการอนุรักษ์กำลังให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการเชื่อมโยงปัญหาความยากจนและประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
(DFID, European Commission, Undp & World Bank, 2002)
คำถามสำคัญก็คือทำอย่างไรให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินการควบคู่การแก้ปัญหาความยากจนได้
บทความนี้เป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นตัวอย่างดังกล่าว
ที่ซึ่งจัดการป่าไม้โดยการเก็บหาผลผลิตของป่า (Non-Timber
Forest Product, NTFP) อย่างยั่งยืนสามารถบรรเทาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนได้เป็นอย่างดี
บทความเป็นการสรุปผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการ
NAFRI IUCN NTFP ที่ดำเนินงานในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ระหว่างปี พ.ศ. 2538 2544 งานวิจัยได้เน้นถึงผลกระทบของการจัดการผลิตผลของป่า
ต่อการบรรเทาความยากจนและคุณภาพชีวิตของชุมชนผลการวิจัยพบว่าการเก็บหน่อไผ่ขม
(Bitter bamboo, Indosas sinensis ) และกระวานป่า( Wild
cardamom, Amomum sp. ) อย่างยั่งยืนในหมู่บ้านที่ยากจนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดมเซ
2.โครงการ NAFRI-IUCN NTFP
สถาบันวิจัยเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ (
The National Agriculture and Forestry Research Institute,
NAFRI ) และสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ ( The World Conservation
Union, IUCN )
ได้ร่วมดำเนินโครงการเอ็นทีเอฟที ( NTFP
) ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2538 เดือนกันยายน พ.ศ.
2544
โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสถาทูตเนเธอแลนด์
โครงการมีรูปแบบของการผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา
( Integrated Conservation and Development Project, ICDP
) ที่มีเป้าประสงค์เพื่อ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโดยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลิตผลของป่าในทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ในระดับชุมชนและระดับจังหวัด ( แบบเสนอโครงการการใช้ประโยชน์ผลิตผลของป่าอย่างยั่งยืนในประเทศสาะารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอ้างโดย
Ingles & Karki, 2001 )
โครงการเอ็นทีเอฟพี ในฐานะที่เป็นโครงการผสมผสานการอนุรักษ์และการพัฒนาจึงให้ความสนใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาชุมชน
โดยหนึ่งในห้าขององค์ประกอบสำคัญด้านการจัดการผลิตผลของป่าอย่างยั่งยืนที่กำหนดไว้คือ
ความเป็นอยู่ที่ดี ( Well Being ) ได้แก่
การพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้น ( เช่น รายได้,
โครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้าน ) เพื่อลดความกดดันต่อป่า
รวมทั้งเพื่อเสริมศักยภาพและเพิ่มแรงจูงใจในการจัดการป่าไม้แก่ชุมชน
( Donovan และ คณะอ้างโดย Ingles & Karki, 2001 )
ที่ปรึกษาอาวุโสทางวิชาการในช่วงแรกของโครงการซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าโปรแกรมทางด้านป่าไม้สำหรับเอเชีย
ของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ ได้อธิบายวิธีดำเนินงานของโครงการนี้ว่า
เป็นการอนุรักษ์โดยอาศัยแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ( Ingles
& Hicks, 2002 ) อย่างไรก็ตามจากการดำเนินงานโครงการพบว่าในการเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตนั้นมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าที่คิด
การจะแก้ปัญหาความยากจนและหวังผลให้เกิดการอนุรักษ์ด้วย
ต้องคำนึงถึง ( Ingles & Hicks, 2002 )
การกำจัดปัจจัยบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความยากจนซึ่งส่งผลให้เกิดการใช้ประโยชน์ผลิตผลของป่าโดยชุมชนมากเกินควร
การเสริมความเข้มแข็งชุมชนให้สามารถควบคุมการเข้ามาใช้ประโยชน์จากป่าโดยคนภายนอกได้ดีขึ้น
การเสริมสร้างองค์กรชุมชนให้สามารถเชื่อมโยงพฤติกรรมของชุมชนให้สามารถเชื่อมโยงพฤติกรรมของชุมชนสู่กระบวนการทางสถาบันได้ดีขึ้น
ต่อมา Ingles & Hicks (2002) เรียกวิธีการหลังนี้ว่า
การอนุรักษ์โดยการกำจัดอุปสรรค โครงการเอ็นทีเอฟพีที่จังหวัดอุดมเซนี้
ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ดีที่สุดในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดำเนินงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งด้านการบรรเทาความยากจนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถทำไปพร้อม
ๆ กันได้อย่างไร
3.หมู่บ้านน้ำเพ็ง (Nam
Pheng) ในจังหวัดอุดมเซ (Oudomxay)
จังหวัดอุดมเซ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ระหว่างพงสาลี ( Phongsaly ) และหลวงน้ำทา ( Luang Nam
Tha ) โดยมีบางส่วนติดต่อกับชายแดนของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
หมู่บ้านน้ำเพ็ง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2516 สมาชิกของหมู่บ้านเป็นลาวเทิงมาจากชุมชนขมุ
( Khamou Ou ) และโรก ( Rok ) โดยส่วนใหญ่เป็นพวกที่ทำการเกษตรบนที่สูงโดยวิธีการแผ้วถางและจุดไฟเผา
การปกครองในหมู่บ้านประกอบด้วยผู้นำหมู่บ้านและผู้ช่วย
และมีหัวหน้าด้านการรักษาความปลอดภัย รวมถึงมีผู้แทนหมู่บ้านด้านต่าง
ๆ ได้แก่ เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ การเกษตรกรรม ป่าไม้
การศึกษา และด้านสุขภาพ ( รายงานสนาม #4, 2533 )
เมื่อโครงการเอ็นทีเอฟพี ได้เริ่มดำเนินการครั้งแรกในหมู่บ้านน้ำเพ็งในปี
พ.ศ. 2539 หมู่บ้านมีจำนวนครัวเรือนในขณะนั้น 43 ครัวเรือน
และจำนวนประชากร 224 คน ( รายงานสนาม#4, 2533 ) แต่ละครัวเรือนมีพื้นที่เพาะปลูกโดยเฉลี่ยครัวเรือนละ
6.25 ไร่ต่อปี และได้รับผลผลิตเฉลี่ย 192 กก.ต่อไร่ โดยมีรอบของการไถพื้นที่เพื่อพักที่ดิน
7-9 ปี ครอบครัวส่วนใหญ่ยังมีอาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่
วัว หมู และควาย ตามลำดับ โรงเรียนที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ที่บ้านนาโฮม
( Na Hom - รายงานสนาม # 4 รายงานว่าโรงเรียนนี้อยู่ในหมู่บ้านน้ำเพ็งแต่มีความคลาดเคลื่อน)
ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง แต่มีรายงานว่านักเรียนจากหมู่บ้านน้ำเพ็งที่เข้าไปเรียนมีจำนวนน้อย
สำหรับน้ำกินและน้ำใช้ในหมู่บ้านส่วนใหญ่มาจากลำธารที่ไหลผ่านหมู่บ้าน
ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บโดยเฉพาะโรคท้องเสียและไข้มาลาเรียยังพบอยู่โดยทั่วไป
รายได้หลักของชาวบ้านมาจากผลิตผลจากป่า ถึงแม้จะมีการค้าขายในระดับที่ไม่มากนัก
ของป่าโดยเฉพาะหน่อไม้จะถูกรับซื้อโดยพ่อค้าคนกลางเพี่อส่งออกไปที่ประเทศจีนและไทย
โครงการได้สนับสนุนธนาคารข้างของหมู่บ้าน
พัฒนาระบบน้ำ สร้างโรงเรียน ทำการทดลองปลูกกระวานและกฤษณาการจัดสรรพื้นที่ป่าบางส่วนให้ชุมชนดูแล
และก่อตั้งกลุ่มการตลาดและเก็บหาผลผลิตหน่อไผ่ขมและกระวานป่าอย่างยั่งยืน
( Ingles & Karki, 2001 )
4.การเก็บหาไผ่ขมและกระวานอย่างยั่งยืน
กระบวนการที่นำไปสู่การเก็บหน่อไผ่ขม
( Indosas sinensis ) และกระวานป่า (Amomum sp.) อย่างยั่งยืน
ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการเอ็นทีเอฟพีมีขั้นตอนหลัก
ๆ ดังนี้
การก่อตั้งธนาคารข้าว ธนาคารข้าวจัดว่าเป็นสิ่งที่สมาชิกของหมู่บ้านต้องการมากที่สุดเพื่อความมั่นคงทางอาหาร
ซึ่งมีความเกี่ยวข้องทางอ้อมต่อการอนุรักษ์ผลิตผลของป่าเนื่องจากเป็นการสร้างความไว้วางใจระหว่างสมาชิกในหมู่บ้าน
ทำให้ชุมชนมีเวลาในการทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ และลดความเสี่ยงจากการเก็บผลผลิตจากป่าจนมากเกินไป
เพราะอาหารขาดแคลน (กรณีศึกษาของกลุ่มการตลาดของหน่อไม้ไผ่ขมของหมู่บ้านน้ำเพ็ง,
ไม่ระปีที่พิมพ์)
การจัดสรรพื้นที่ป่าเพื่อการจัดการของชุมชน
และการทดลองปลูกพืชป่า ในช่วงปี พ.ศ. 2540 และ 2541 หมู่บ้านน้ำเพ็งได้รับการจัดสรรพื้นที่ป่า
โดยความร่วมมือจากสำนักงานเกษตรและป่าไม้อำเภอ ที่อำเภอนะโม
(Namo) ป่าถูกจัดสรรให้กับคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยยึดขอบเขตหมู่บ้านที่มีมาแต่เดิมและเป็นการยินยอมร่วมกันของหมู่บ้านข้างเคียงการจัดสรรพื้นที่ป่าให้ชุมชนนับเป็นก้าวสำคัญก้าวแรกที่นำไปสู่การเก็บผลผลิตอย่างยั่งยืนเนื่องจากเป็นการใช้อำนาจแก่กรรมการหมู่บ้านในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรภายในหมู่บ้านและการคุกคามจากภายนอกหมู่บ้านป่าที่ชุมชนน้ำเพ็งได้รับครอบคลุมพื้นที่กว่า
4,050 ไร่ หรือคิดเป็น 290.6 ไร่ต่อครัวเรือน ในปี พ.ศ.
2541 คิดเป็นป่าไผ่จำนวน 3,218.75 ไร่ (กรณีศึกษาของกลุ่มการตลาดของหน่อไม้ไผ่ขมหมู่บ้านน้ำเพ็ง,
ไม่ระบุปีที่พิมพ์)
การตลาดผลิตผลของป่า โครงการช่วยก่อตั้งกลุ่มการตลาดของไผ่ขม
หลังจากการประชุมหลายครั้งที่สมาชิกของหมู่บ้านและโครงการได้ร่วมรวบรวมข้อมูล
วิเคราะห์ปัญหากำหนดโครงสร้างการจัดการ เลือกตั้งคณะกรรมการ
และวางกฎกติการร่วมกัน จากนั้นจึงร่วมวางแผน ฝึกอบรม และร่วมดำเนินกิจกรรม
(กรณีศึกษาของกลุ่มการตลาดของหน่อไผ่ขมของหมู่บ้านน้ำเพ็ง,
ไม่ระบุปีที่พิมพ์) ชาวบ้านทุกคนที่เก็บหน่อไผ่ขมสามารถเข้าร่วมกลุ่มได้
ซึ่งหมายถึงทุกครอบครัวในหมู่บ้านน้ำเพ็งนั่นเอง โครงสร้างกลุ่มการตลาดน้ำประกอบด้วย
คณะกรรมการกลุ่ม 1 ชุด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายติดตามผล ผ่ายการบัญชี
และฝ่ายการค้า กระบวนการตัดสินใจของกลุ่มการตลาดจะทำในการประชุมที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการกลุ่ม
ความสำเร็จที่สำคัญของกลุ่มการตลาดได้แก่การแนะนำและฝึกอบรมการใช้เครื่องชั่งน้ำหนัก
(มีการนำเครื่องชั่งมาใช้ก่อนการก่อตั้งกลุ่มการตลาดและแจกจ่ายให้แก่ราษฎรที่เก็บหน่อไม้ไผ่ขม
แต่ปัจจุบันหมู่บ้านมีเครื่องชั่ง ของหมู่บ้าน ซึ่งใช้เมื่อราษฎรขายผลผลิตให้แก่คณะกรรมการกลุ่ม)
แก่ผู้เก็บหา การใช้เครื่องชั่งทำให้ผู้เก็บหาสามารถตั้งราคาขายได้สูงขึ้นและมีความมั่นใจที่จะต่อรองกับพ่อค้าคนกลางมากขึ้น
(กรณีศึกษาของกลุ่มการตลาดของหน่อไผ่ขมของหมู่บ้านน้ำเพ็ง,
ไม่ระบุปีที่พิมพ์) กลุ่มการตลาดยังสามารถเพิ่มราคาท้องถิ่นของกระวาน
จากเดิม 500 กีบต่อกิโลกรัม เป็น 35,000 กีบต่อกิโลกรัมในปี
พ.ศ. 2541 ถึงแม้ราคาดังกล่าวจะลดลงเหลือประมาณ 12,000
14,000 กีบต่อกิโลกรัม แต่ถือว่ายังคมมีราคาสูงกว่าเดิมมาก
กลุ่มการตลาดจะกำหนดระยะเวลาการเก้บหาผลผลิตแต่ละปีขึ้นอยู่กับลักษณะตามธรรมชาติและความสามารถในการทดแทนของผลผลิตนั้น
ๆ โดยโครงการได้ให้ข้อมูลทางนิเวศวิทยาและ ฝึกอบรมแก่ชุมชนเพื่อการนี้
แต่ละครอบครัวจะขายหน่อไม้โดยตรงแก่กลุ่มการตลาดในตอนเย็นของวันที่มีการเก็บหา
กลุ่มการตลาดจะรวบรวมและขายหน่อไม้จำนวนมาก ๆ ให้แก่พ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อต่อไป
สำหรับกระวานผู้เก็บหาต้องนำผลมาตากแห้งก่อนที่จะขายให้แก่กลุ่มการตลาด
โดยทั่วไปแล้วผู้เก็บหาผลผลิตแต่ละรายได้จะได้รับค่าตอบแทนประมาณ
85 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย ส่วนอีก 10-15 เปอร์เซ็นต์จะถูกนำเข้ากองทุน
โดยชุมชนจะใช้กองทุนนี้ในงานพัฒนาด้านต่าง ๆ (เช่น การจัดซื้อเครื่องปั่นไฟ),
ใช้เป็นสวัสดิการแก่ชุมชน (เช่น เงินกู้) และเป็นเงินเดือนเจ้าหน้าที่ฝ่ายติดตามผล
ฝ่ายบัญชี และฝ่ายการค้า ในปี 2542 ชุมชนได้ใช้เงินกองทุนเพื่อปรับปรุงระบบน้ำของหมู่บ้าน
ในปี 2543 ใช้สนับสนุนการสร้างโรงเรียนโดยมีการสนับสนุนด้านเงินทุนส่วนใหญ่จากโครงการเอ็นทีเอฟพี
สุดท้ายคือการปล่อยเงินกู้ให้แก่สมาชิกหมู่บ้านจำนวน 15
ครอบครัว (กรณีศึกษาของกลุ่มการตลาดของหน่อไม้ไผ่ขมหมู่บ้านน้ำเพ็ง,
ไม่ระบุปีที่พิมพ์) ทั้งนี้ การนำเงินกองทุนไปใช้และอัตราเงินเดือนจะเป็นการตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกกลุ่มการตลาด
5.วิธีการศึกษา
วัตถุประสงค์หลักของการศึกษานี้เพื่อศึกษาผลจากการดำเนินโครงการเอ็นทีเอฟพีต่อการบรรเทาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนน้ำเพ็ง
และศีกษาว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้รับการขยายผลสู่ผู้กำหนดนโยบายและผู้วางแผนทางเศรษฐกิจอย่างไร
โดยเน้นศึกษาผลกระทบผ่านทางมูลค่าทางเศรษฐกิจและความคิดเห็นของชาวบ้านในชุมชนเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตและความเปลี่ยนแปลงด้านอื่น
ๆ
การวิจัยใช้เวลา 16 วัน ในช่วงปลายปี
2545 โดยใช้เวลาในช่วง 10 วันแรกในจังหวัดอุดมเซ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงการใช้เวลา
6 วันในหมู่บ้านน้ำเพ็งและครึ่งวันสำหรับการเดินไปยังหมู่บ้านนาฮอมที่อยู่ใกล้เคียง
การวิเคราะห์ต้นทุน กำไร ( cost-benefit analyses )
ได้ข้อมูลจากครอบครัวตัวอย่างจำนวน 10 ครอบครัว ซึ่งคัดเลือกร่วมกันโดยสมาชิกของหมู่บ้าน
โดยเป็นตัวแทนครัวเรือนที่มีระดับฐานะแตกต่างกัน โดยที่
5 ครอบครัวมีฐานะยากจน 3 ครอบครัว มีฐานะปานกลาง และอีก
2 ครอบครัวมีฐานะดี เกณฑ์การจัดระดับฐานะของชุมชนจัดทำขึ้นในปี
2539 นอกจากนี้ใช้การสัมภาษณ์และเครื่องมือพีอาร์เอ (PRA)
เพื่อสอบถามความคิดเห็นของชุมชนด้านต่าง ๆ รวมถึงการขยายผล
สุดท้ายคือการประชุมร่วมกับหน่วยงานราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องในระดับอำเภอ
ระดับจังหวัด และระดับชาติ เพื่อทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายผลประสบการณ์ของหมู่บ้านน้ำเพ็ง
6.ผลการศึกษา
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงการลดลงของความยากจนและการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ในหมู่บ้านน้ำเพ็ง ตั้งแต่เมื่อเริ่มโครงการเอ็นทีเอฟพี
ในปี 2539 การประเมินทางเศรษฐกิจและความคิดเห็นของชุมชนแสดงชัดเจนว่าการเก็บผลิตผลของป่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไผ่ขมเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของชุมชน
นอกจากนี้กลุ่มการตลาดและกองทุนเป็นกลไกที่มีประสิทธิผลในการสร้างประโยชน์แก่ทั้งชุมชนและครอบครัวที่มีความยากจนที่สุดนอกจากนี้ยังพบว่า
กิจกรรมในโครงการและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกิจจากการเก็บหาผลผลิตของป่าช่วยเสริมศักยภาพและเป็นแรงจูงใจที่ดีในการจัดการป่าของชุมชน
เพราะจากรายงานหลายแหล่งกล่าวว่าป่าได้รับการอนุรักษ์ซึ่งอาจถึงขั้นมีความสมบูรณ์มากขึ้น
หน่วยงานรัฐในท้องถิ่นและองค์กรระหว่าประเทศหลายแห่งรายงานว่าความสำเร็จของโครงการในหมู่บ้านน้ำเพ็ง
กระตุ้นให้องค์กรเหล่านั้นสนใจมีหน่วยงานจำนวนมากได้มาศึกษาเรียนรู้จากหมู่บ้านน้ำเพ็งและได้ทดลองสร้างกระบวนการในพื้นที่อื่น
ๆ สิ่งที่ท้าทายต่อไปคือการขยายผลประสบการณ์ไปสู่ระดับนโยบาย
6.1 ผลทางเศรษฐกิจ
ความสำคัญทางเศรษฐกิจของผลิตผลของป่าต่อระดับครัวเรือนและหมู่บ้าน
ผู้ให้ข้อมูลจัดลำดับให้ไผ่ขมเป็นแหล่งรายได้ที่มีความสำคัญมากที่สุด
โดยสร้างรายได้โดยเฉลี่ย 1,033,000 กีบต่อปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ
40 ของเงินรายได้ของครัวเรือน ผลิตผลของป่าอื่น ๆ ที่ไม่รวมไม้ฟืนสร้างรายได้แก่ครอบครัวเฉลี่ย
394,000 กีบต่อปี (ร้อยละ 15 ) ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่าโดยภาพรวมแล้วไผ่ขมและผลิตผลของป่าอื่น
ๆ เป็นแหล่งรายได้หลักของทั้งหมู่บ้านอย่างไรก็ตามการเปรียบเทียบข้อมูลระดับครัวเรือนไม่ได้มีการเปรียบเทียบรายได้จากการหาผลผลิตของป่ากับอาชีพที่ก้าวหน้าอื่น
ๆ ที่บางครอบครัวทำอยู่ เช่น การขับรถตุ๊กตุ๊ก มี 1 ครอบครัว
ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยถึง 6,200,000 กีบต่อปีจากการขับรถตุ๊กตุ๊ก
ผลของการศึกษาแสดงให้เห็นว่าไผ่ขมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของชุมชน
แต่อาจไม่ถึงขั้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เกินกว่าระดับอาชีพ
คุณค่าทางเศรษฐกิจของไผ่ขม
เมื่อประเมินจากแรงงานที่ใช้, ผลผลิตและกำไรจากการเก็บหาไผ่ขม
พบว่าชาวบ้านเก็บหาผลผลิตเฉลี่ย 11.66 กิโลกรัมต่อวัน
คิดเป็นมูลค่า 19,560 กีบต่อวัน ซึ่งถือเป็นค่าตอบแทนต่อวันที่มากว่าค่อตอบแทนที่คำนวณได้จากการทำการเกษตรถึง
10 เท่า (ตารางที่ 1 ) ค่าตอบแทนนี้สูงเกือบเท่ากับงานนอกภาคเกษตรอื่น
ๆ ที่ชาวบ้านน้ำเพ็งทำอยู่ เช่น รับจ้างสร้างถนน รับจ้างในงานเกษตรกรรมหนัก
และการขายไม้ฟืน สิ่งที่แตกต่างกันคืองานเหล่านั้นมีเป็นครั้งคราว
หรืออยู่ห่างจากหมู่บ้าน และตามที่ทราบจากชาวบ้านร้านอาหารที่อยู่บริเวณชายแดนจะเข้ามาซื้อไม้ฟืนเพียงปีละประมาณ
3 ครั้ง นอกจากนั้งานสร้างถนนและงานใช้แรงงานหนักเป็นงานของผู้ชายแต่การเก็บหาไผ่ขมส่วนมากแล้วเป็นงานของผู้หญิง
คุณค่าทางเศรษฐกิจของกระวานป่า
ค่าตอบแทนสุทธิที่ได้จากการเก็บกระวานป่าโดยประมาณเท่ากับ
11,200 กีบ โดยมีมูลค่าเพียงครึ่งหนึ่งของงานสร้างทางงานเกษตรกรรมหนัก
และการขายไม้ฟืน ถ้าไม่เปรียบเทียบกับผลด้านอื่นดังที่กล่าวมาแล้ว
อย่างไรก็ดีจากการที่ราคาของกระวานลดลงอย่างมากตั้งแต่เริ่มตั้งกลุ่มการตลาดในปี
2541 เพราะถ้าคำนวณโดยใช้ราคาในปี 2541 และ 2542 ค่าตอบแทนต่อวันจะใกล้เคียง
25,000 30,000 กีบ ซึ่งเป็นรายได้ที่มากกว่ารายได้จากกิจกรรมอื่น
ๆ ที่แสดงในตารางที่ 1
ถึงแม้ไผ่ขมและกระวานให้ผลตอบแทนพอประมาณแต่จัดว่าเป็นกิจกรรมหลักที่สร้างรายได้ที่เป็นตัวเวินแก่สมาชิกในชุมชนโดยไผ่ขมเก็บได้นานประมาณ
4-5 เดือนต่อปี และถึงแม้ราคาของกระวานจะลดลงในช่วงหลัง
แต่ถ้าประเมินจากราคาในช่วงปี 2541 และ 2542 จะถือว่าการเก็บกระวานให้ค่าตอบแทนสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้จากกิจกรรมอื่น
ๆ แต่ตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดของความสำคัญของไผ่ขมและกระวานคือการที่แต่ละครัวเรือนมีความต้องการที่จะเก็บผลผลิตและขายไผ่ขมและกระวานต่อไป
| กิจกรรมสร้างรายได้
|
แรงงาน
กีบต่อวัน |
การจ้างแรงงานเพื่อสร้างถนน
|
20,000 |
การจ้างแรงงานเพื่อเกษตรกรรมหนัก
|
20,000 |
| การเก็บไผ่ขม (ประมาณการณ์สูง) |
19,560 |
| การเก็บไม้ฟืน |
17,000 |
| การเก็บไผ่ขม (ประมาณการณ์ต่ำ) |
13,500 |
| การเก็บกระวาน |
11,200 |
| การจ้างแรงงานเพื่อเกษตรกรรมเบา
|
10,000 |
| การทำกสิกรรมแบบเผาและแผ้วถาง |
1,500 |
ตารางที่
1 การเปรียบเทียบไผ่ขมและกระวานป่ากับรายได้อื่น ๆ
หมายเหตุ ก.รวมเฉพาะครัวเรือนที่อยู่ภายในช่วงส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าเฉลี่ยเท่านั้น
6.2 ผลต่อความยากจนและวิถีชีวิตของชุมชน
การยกระดับฐานะและการลดความยากจน ชุมชนร่วมกำหนดหลักเกณฑ์การจัดระดับฐานะในปี
2539 และ 2545 ดังนี้
ฐานะดี มีบ้านถาวรพร้อมอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก
(รถบรรทุก โทรทัศน์ วีซีดี) มีเงินพอใช้ มีข้าวพอกินสำหรับทั้งปี
มีสัตว์เลี้ยงจำนวนหนึ่ง และจำนวนแรงงานพอเพียง
ฐานะปานกลาง มีบ้านกึ่งถาวร (เช่น หลังคามุงด้วยหญ้าผนังไม้ไผ่ขัดแตะ)
มีเงินไม่พอใช้ หรือมีข้าวกินเพียงครึ่งปี มีการเลี้ยงสัตว์น้อย
และจำนวนแรงงานพอเพียง
ฐานะยากจน มีบ้านแบบชั่วคราว (เช่น ใช้ไม้ไผ่
หรือต้นไม้ขนาดเล็กสำหรับก่อสร้างหรือทำเสา) มีข้าวไม่พอเพียงสำหรับทั้งปี
ไม่เลี้ยงสัตว์ และจำนวนแรงงานไม่พอเพียง
| ลำดับฐานะ |
ปี
2539 |
ปี
2545 |
ความแตกต่าง |
| ฐานะดี |
11 |
26% |
17 |
34% |
+6 |
+8% |
| ฐานะปานกลาง |
17 |
40% |
24 |
48% |
+7 |
+8% |
| ฐานะยากจน |
14 |
33% |
9 |
18% |
-6 |
-15% |
| จำนวนครัวเรือนทั้งหมด |
42 |
100% |
50 |
100% |
|
|
ตารางที่ 2 การเปลี่ยนแปลงฐานะของครัวเรือนในปี 2539-2545
การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปี
2539 และ 2545 แสดงถึงการลดลงของครัวเรือนฐานะยากจนจากร้อยละ
33 เหลือเพียงร้อยละ 18 (ตารางที่ 2) จำนวนครอบครัวที่มีฐานะดีและฐานะปานกลางเพิ่มขึ้นร้อยละ
8 นอกจากนี้ 13 ครัวเรือน จาก 29 ครัวเรือนที่มีฐานะยากจนและฐานะปานกลางในปี
2539 มีการเลื่อนลำดับอย่างน้อยหนึ่งลำดับซึ่งชี้ให้เห็นถึงการกระจายประโยชน์ที่ครอบคลุมครัวเรือนระดับต่าง
ๆ
จากการสุ่มเลือกและสัมภาษณ์จำนวน 8 ครัวเรือนซึ่งมีฐานะยากจนและฐานะปานกลาง
ทำให้ทราบว่าปัจจัยหลักที่บ่งบอกฐานะคือจำนวนแรงงานที่มีอยู่ในครัวเรือน
หลายครัวเรือนในกลุ่มนี้เป็นครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และ
/ หรือมีคนป่วยในช่วงปี 2539 เมื่อเด็กเหล่านั้นโตขึ้นและคนป่วยมีสุขภาพดีขึ้น(ทำให้จำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นและเวลาที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วยลดลง)
แรงงานเหล่านั้นจึงมีส่วนช่วยทำให้ครัวเรือนมีฐานะดีขึ้นซึ่งหากจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลักในการบรรเทาความยากจน
การเก็บผลิตผลของป่าจ่าจะเป็นแหล่งรายได้หลักของแรงงานเหล่านั้น
ความมั่นคงทางอาหาร ปัจจุบันถึงแม้ว่าครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกข้าวได้พอเพียงสำหรับกินทั้งปีแต่ก็มีเงินสำหรับซื้อข้าวเพิ่ม
ผู้นำหมู่บ้านกล่าวว่าก่อนหน้านี้หลายครอบครัวต้องทำงานที่มีความเสี่ยงและอันตรายเพื่อหาเงินสำหรับซื้อข้าว
เช่น การทำงานนอกหมู่บ้าน การลักลอบตัดไม้
สุขภาพ ก่อนหน้านี้ในหมู่บ้านน้ำเพ็งมีอัตราการตายของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า
5 ขวบปีละ 3-5 คน แต่ในปี 2544 และ 2545 ไม่พบการตายของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า
5 ขวบเลย สาเหตุสำคัญคือการจัดตั้งโปรแกรมสุขภาพของกาชาดขึ้นในชุมชนอย่างไรก็ตาม
บทบาทของรายได้ที่ได้จากผลิตผลของป่าถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้ชุมชนเข้าถึงโภชนาการและการรักษาพยาบาลด้วยเช่นกัน
การศึกษา การสร้างโรงเรียนที่มีสองห้องเรียนขึ้นในหมู่บ้านน้ำเพ็งโดยการสนับสนุนของโครงการเอ็นทีเอฟพี
ทำให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านมีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น นอกจากนี้ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของครอบครัวอาจจะทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องทำงานในครอบครัว
โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง
การพัฒนาด้านอื้น ๆ
- สิ่งก่อสร้างพื้นฐานและสวัสดิการใหม่ ๆ สิ่งก่อสร้างพื้นฐาน
เช่น โรงเรียน อุปกรณ์ใหม่ และมีเงินทุนสำหรับสวัสดิการใหม่
ๆ ในชุมชน เช่น ทุนเพื่อให้สินเชื่อ ครู
- ขอบเขตการใช้จ่ายกว้างขึ้น ขอบเขตการใช้จ่ายของชาวบ้านในหมู่บ้านน้ำเพ็ง
ระหว่างปี 2539 และ 2545 มีมากขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีโอกาสเพิ่มขึ้น
ผู้หญิงในหมู่บ้าน ให้ความเห็นว่าการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
เกิดเนื่องจากรายได้จากการสนับสนุนของโครงการ
- ทักษะ และการพัฒนาองค์กร เช่น ทักษะทางการตลาดและธุรกิจ
กลุ่มมีความมั่นใจมากขึ้นในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางและหมู่บ้านอื่น
รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ตัวบ่งชี้ด้านการพัฒนาเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
| ตัวบ่งชี้ |
ปี 2539 |
ปี 2545 |
| ความมั่นคงทางอาหาร |
ก. 25-30 ครัวเรือน ขาดแคลนข้าวประมาณ
3-4 เดือน |
มีความมั่นคงทางอาหาร |
| การเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า
5 ปี |
10 คน |
0 |
| การศึกษา |
มีนักเรียน 30 คน |
จำนวนนักเรียน 67 คน
-33 คนระดับประถมศึกษา
-19 คนในระดับมัธยมศึกษา
-15 คนในระดับอุดมศึกษา
ในจำนวนนี้ 36 คนเป็นเด็กผู้หญิง ข. |
| การเกษตรและป่าไม้ |
- ไม่มีนาข้าว
- ทำการเกษตรบนที่สูง 281.25 ไร่
- เนื้อที่ป่าไผ่ขม (ไม่มีข้อมูล) |
- นาข้าว 31.25 ไร่
- ทำการเกษตรบนที่สูง 187.5 ไร่
- เนื้อที่ป่าไผ่ขม 3,218.75 ไร่ |
| การเลี้ยงสัตว์ |
วัว 60 ตัว, ควาย 60 ตัว, แพะ 13
ตัว, สุกร 30 ตัว, สัตว์ปีก 100 ตัว |
วัว 28 ตัว, ควาย 12 ตัว, แพะ 55
ตัว, สุกร 40 ตัว, สัตว์ปีก 200 ตัว |
ตารางที่
3 การเปลี่ยนแปลงตัวบ่งชี้ของการพัฒนาในช่วงปี 2539 และ
2545
หมายเหตุ ก. ได้จากการประมาณค่าของผู้นำหมู่บ้านและผู้ช่วย
ข. ผู้นำหมู่บ้านภายหลังได้คำนวณจำนวนนักเรียนว่ามีทั้งหมด
73 คน ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียง 67 คน แต่ยังคงให้ข้อมูลว่าจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนเรียนยังคงมากกว่า
2 เท่า
6.3 ผลต่อความเท่าเทียม
มีความเท่าเทียมในการกระจายผลประโยชน์จากการจัดสรรพื้นที่ป่าและอำนาจในการจัดการให้ชุมชน
ทุกครัวเรือนในชุมชนมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายใต้กฎเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกัน
อย่างไรก็ดีพบว่าบทบาทของผู้หญิงและคนฐานะยากจนในโครงสร้างคณะกรรมการกลุ่มตลาดยังมีค่อนข้างน้อย
6.4 ผลต่อการอนุรักษ์ป่า
จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้นำชุมชนพบว่าผลกระทบที่สำคัญที่สุดต่อการอนุรักษ์ป่าคือการลดลงของการเกษตรบนที่สูงถึงหนึ่งในสาม
ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดสรรพื้นที่ป่าไม้ นอกจากนี้รายได้จากการเก็บหาผลิตผลของป่าได้ช่วยให้สมาชิกของหมู่บ้านสามารถลงทุนทำนาและเป็นแหล่งรายได้ชดเชยผลิตจากการเกษตรบนที่สูง
ความคิดเห็นอื่น ๆ จากการสอบถามคือ การลดลงของการลักลอบตัดไม้ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร
บางคนให้ความเห็นว่าผลิตผลของป่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่เริ่มมีการเก็บหาผลผลิตอย่างยั่งยืน
ชาวงบ้านคนหนึ่งสังเกตว่าเห็ด ไผ่ และ สัตว์ป่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ
และเจ้าหน้าที่ของโครงการเอ็นทีเอฟพี จากนำนักงานเกษตรและป่าไม้จังหวัด
(PAFO) ได้กล่าวว่าหมู่บ้านน้ำเพ็งมีป่าปกคลุมเพิ่มขึ้นและต้นไม้ในป่าโตมากขึ้นตั้งแต่มีการริเริ่มโครงการนี้
โดยความคิดเห็นเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้นได้
แต่ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
นอกจากนี้ประสบการณ์ที่ได้จากการเก็บหาไผ่ขมและกระวานอย่างยั่งยืน
เป็นบทเรียนและทักษะที่มีคุณค่าต่อสมาชิกขุมชนในการตั้งรับต่อความกดดันที่มีกับทรัพยากรป่าไม้ที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากความต้องการของตลาด
6.5 หลักฐานของการขยายผล
โครงการเอ็นทีเอฟพีที่หมู่บ้านน้ำเพ็งได้รับการยอมรับจากบรรดาองค์กรทั้งระดับท้องถิ่น
ระดับประเทศและองค์กรระหว่างประเทศว่าเป็นผู้ที่ริเริ่มและมีบทเรียนในภาคสนามที่สำคัญยิ่ง
ในช่วงปี 2542-2544 มีผู้มาเยี่ยมชมหมู่บ้านน้ำเพ็งมากกว่า
250 คน และโครงการในระดับต่าง ๆ เหล่านี้ได้พยายามที่จะประยุกต์แนวคิดของการเชื่อมโยงผลผลิตของป่ากับเศรษฐกิจครัวเรือนเข้ากับการดำเนินงานของโครงการ
นอกจากนี้ โครงการเอ็นทีเอฟพี ยังได้ขยายขอบเขตของกิจกรรมไปยังอีก
3 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงหมู่บ้านน้ำเพ็ง ได้แก่ หมู่บ้านนาโฮม
หมู่บ้านนาคาม และหมู่บ้านปางทอง
7.สรุปและข้อเสนอแนะ
ตั้งแต่ปี 2539-2545 โครงการเอ็นทีเอฟพีนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อชุมชนน้ำเพ็ง
ดังจะเห็นได้จากตัวเลขฐานะทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือนที่ดีขึ้น
ปัจจุบันการเก็บหาไผ่ขม แระวานและผลผลิตของป่าอื่น ๆ ยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญองครัวเรือนส่วนใหญ่ในชุมชน
และในทางกลับกันคุณค่าทางเศรษฐกิจของผลิตผลของป่าเป็นแรงจูงใจที่ทำให้สมาชิกชุมชนจัดป่าให้ยั่งยืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ป่าไผ่ที่ได้รับการจัดสรรจำนวน
3,218.75
ผลสำเร็จที่เด่นชัดด้านอื่น ๆ คือ การกระจายผลประโยชน์ที่เป็นไปอย่างกว้างขวางและสามารถเข้าถึงครอบครัวที่ยากจน
ซึ่งการที่สมาชิกทุกคนในหมู่บ้านสามารถเข้าไปเก็บหาผลผลิตได้อย่างทั่วถึง
ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ของโครงการ
ซึ่งตรงข้ามกับการสร้างแรงจูงใจในการนำผลผลิตของป่าหรือพืชอื่น
ๆ มาปลูก เพราะก่อให้เกิดความพึงพอใจเฉพาะผู้ที่มีความได้เปรียบในเรื่องที่ดิน
แรงงาน เงินทุน การทนต่อความเสี่ยงหรือมีอำนาจทางสังคมและการเมืองอยู่แล้วนอกจากนี้ผลประโยชน์ที่เกิดจากการเก็บผลิตผลของป่ายังกระจายไปช่วยในการพัฒนาชุมชนด้านต่าง
ๆ เช่น สิ่งก่อสร้างพื้นฐาน วัสดุ อุปกรณ์ ผ่านทางกองทุน
ประการสุดท้ายความสำเร็จของโครงการเอ็นทีเอฟพี
ได้จุดประกายความสนใจของหน่วยงานรัฐในระดับชาติ ระดับจังหวัดและอำเภอ
รวมไปถึงองค์กรระหว่างประเทศ มีหลายองค์กรได้ริเริ่มโครงการเอ็นทีเอฟพีของตนเอง
โครงการเอ็นทีเอฟพียังได้นำผลิตผลของป่าไปสู่ระดับวาระการวิจัยในระดับชาติผ่านทางการวิจัยด้านการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ
(NAFRI)
ปัจจัยความสำเร็จของโครงการได้แก่ การจัดสรรที่ดินป่าไม้นับว่ามีความสำคัญเนื่องจากทำให้สมาชิกหมู่บ้านน้ำเพ็งมีสิทธิ์ครอบครองพื้นที่ป่าธรรมชาติที่กำหนดให้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ช่วยให้ชุมชนสามารถต่อต้านการบุกรุกจากภายนอกและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในหมู่บ้านได้
ต่อมาคือกลไกของกลุ่มการตลาด โดยกลุ่มการตลาดทำให้สมาชิกในชุมชนสามารถจัดการผลผลิตอย่างยั่งยืน
ขยายการผลิตสู่ระดับที่ใหญ่ขึ้น และต่อรองกับผู้ค้าเพื่อราคาที่ดีขึ้นได้
อย่างไรก็ดียังมีประเด็นและความท้าทายต่อโครงการดังนี้
แม้ว่าการขยายผลของโครงการเป็นไปได้อย่างดีในแนวราบแต่การขยายผลในแนวดิ่งกลับมีข้อจำกัด
ประเด็นที่ควรคำนึงถึงต่อไป คือ ทำอย่างไรให้โครงการประเภทนี้สามารถดึงความสนใจของผู้กำหนดนโยบายและผู้มีส่วนในการวางแผนทางเศรษฐกิจในระดับชาติ
การจัดตั้งองค์กรท้องถิ่นและการให้อำนาจองค์กรท้องถิ่นในโครงการอนุรักษ์ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมากในบรรดาความสำเร็จทั้งหลายของหมู่บ้านน้ำเพ็ง
อย่างไรก็ดีการพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติตามอำนาจที่มีนับเป็นส่วนประกอบหลักในการเพิ่มราคาผลผลิตและการเก็บหาผลผลิตอย่างยั่งยืน
การจัดสรรพื้นที่ป่าให้ชุมชนจัดการในบริเวณที่มีการทำไร่เลื่อนลอยอยู่
ส่งผลให้พื้นที่ทำไร่เลื่อนลอยลดลงซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตในไร่ของชุมชน
รายได้จากการดำเนินงานตามแผนการเก็บหาผลผลิตอย่างยั่งยืนหรือการปรับเปลี่ยนพื้นที่เป็นที่นา
จะเป็นสิ่งที่ช่วยชดเชยการสูญเสียเหล่านั้น
ควรมีการจัดการความเสื่อมโดยการสร้างทางเลือกในการผลิต
รวมทั้งการคงพืชอาหารที่สำคัญไว้ เนื่องจากการส่งเสริมให้ผลิตสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเพียงอย่างเดียวถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยวและทำให้เกษตรกรอ่อนแอ
การติดตามความเปลี่ยนแปลงของตลาดยังมีความจำเป็นต่อการสร้างรายได้จากการเก็บหาผลผลิต
ของป่าอย่างไรก็ดีชาวบ้านควรได้รับการส่งเสริม ให้สร้างกลยุทธ์ในการดำรงชีพที่หลากหลายรวมทั้งคงความมั่นคงทางอาหารไว้โดยการปลูกพืชอาหารที่สำคัญ
ต้องทำวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่าง ทรัพยากรและความยากจนมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับระดับทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น เพราะจากตัวอย่างของโครงการทำให้เราได้เห็นความเกี่ยวข้องของการเพิ่มฐานะทางเศรษฐกิจ
และการจัดการระบบนิเวศในระดับที่เกินเศรษฐกิจแบบยังชีพเป็นส่วนใหญ่
จึงควรมีงานศึกษาเพื่อทำความเข้าใจว่าความเชื่อมโยงนี้เป็นอย่างไรในระดับทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น
แปลและเรียบเรียงจากงานวิจัยเรื่อง
Bitter bamboo and sweet living: Impacts of NTFP conservation
activities on poverty alleviation and livelihoods ของเจสัน
(Jason Morris) และเสานธอน เคตฟานฮ์ (Sounthone Ketphanh)
(Oudomxay) ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางภาคเหนือของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ก่อให้เกิดผล อย่างน่าพึงพอใจในการแก้ปัญหาความยากจนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน
และได้กลายเป็นกรณีตัวอย่าง ที่สำคัญในลาวอีกด้วย คณะผู้วิจัยพยายามนำเสนอผลการศึกษาออกมาในเชิงคุณค่าทางเศรษฐกิจผ่านทางการวิเคราะห์ต้นทุน
กำไร ในขณะเดียวกันได้อธิบายผลกระทบด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบนิเวศจากความคิดเห็นของชาวบ้านในท้องถิ่น
ผู้นำท้องถิ่นองค์กรที่เกี่ยวข้องในระดับอำเภอ จังหวัด
และระดับประเทศ
|